การรับใช้สังคมถือเป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณหรือไม่?

1. มุมมองทั่วไปเกี่ยวกับการรับใช้สังคมและการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ

เมื่อผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณหน้าใหม่เข้าร่วมเวิร์กช็อปที่จัดโดย Spiritual Science Research Foundation และ Maharshi University of Spirituality หลายคนแสดงความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในรูปแบบของการรับใช้สังคม เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติทางจิตวิญญาณของตน, ช่วยเหลือผู้อื่น หรือถือเป็นเป้าหมายของชีวิต หลายคนรู้สึกว่าตนเองกำลังรับใช้พระเจ้าเมื่อได้ช่วยเหลือมนุษยชาติ เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้, การให้บริการทางการแพทย์, การให้การศึกษากับเด็กด้อยโอกาส, การบริจาคให้องค์กรการกุศล, การช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือการดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น พวกเขาเชื่อว่าผ่านกิจกรรมเหล่านี้และการเสียสละเพื่อผู้อื่น จะส่งผลต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณของตนอย่างแน่นอน มีองค์กรไม่แสวงหากำไรมากมายที่มีอาสาสมัครนับพันคนซึ่งมีความปรารถนาในลักษณะเดียวกัน และมีเป้าหมายอันสูงส่งในการทำให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ในบางครั้ง บุคคลอาจมีคุณลักษณะของผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณอยู่ในตัวโดยไม่รู้ตัว และพวกเขามักใช้คุณลักษณะเหล่านั้น เช่น ความเสียสละและการคิดถึงผู้อื่นในการรับใช้สังคม เพราะไม่รู้วิธีอื่นที่จะเติบโตทางจิตวิญญาณ นอกจากการช่วยเหลือผู้คน

โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนทั่วโลกมักมองว่าการช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ที่ถูกทอดทิ้งคือการทำงานที่มีคุณค่าในระดับสูง และเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพในสังคม ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้แสวงหาบางคนจะรู้สึกตกใจ เมื่อเราแจ้งให้พวกเขาทราบว่า การรับใช้สังคมไม่เท่ากับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณอาจเกิดความสับสน เพราะมีผู้นำทางจิตวิญญาณจำนวนมากในโลกนี้ที่ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมด้านมนุษยธรรมอย่างแข็งขัน

แล้วเหตุใด ความพยายามอย่างจริงใจในการรับใช้สังคมเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น จึงไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ และอาจไม่ก่อให้เกิดการเติบโตทางจิตวิญญาณตามที่ผู้แสวงหาปรารถนา? แม้ว่าแนวคิดนี้อาจไม่เข้าใจได้ง่ายในโลกปัจจุบัน บทความนี้จะอธิบายเหตุผลเบื้องหลังแนวคิดดังกล่าว เพื่อให้ผู้ที่จริงจังกับการพัฒนาและเติบโตทางจิตวิญญาณ ได้ใช้เวลาและความพยายามของตนไปกับสิ่งที่สำคัญและส่งผลจริง

2. แนวคิดพื้นฐานทางจิตวิญญาณที่ควรทำความเข้าใจ

ก่อนที่เราจะดำเนินเนื้อหาในส่วนถัดไป เราขอสรุปแนวคิดพื้นฐานทางจิตวิญญาณบางประการที่ผู้อ่านควรทราบไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เราสามารถทำความเข้าใจประเด็นนี้จากมุมมองทางจิตวิญญาณได้ตรงกัน

เริ่มกันที่คำถามว่า – เราประกอบขึ้นจากอะไร? มนุษย์ทุกคนประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ ร่างกายหยาบ (Physical body), พลังชีวิตหรือพลังปราณ (Vital energy ซึ่งเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณหรือพลังชีวิต), จิตใจ (Mind) ซึ่งเป็นที่รวมของความรู้สึกและอารมณ์ อันเกิดจากรอยประทับที่สั่งสมมาจากอดีตชาติ, สติปัญญา (Intellect) ซึ่งเป็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจ, อัตตาละเอียด (Subtle ego) และดวงจิต (Soul ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าที่อยู่ภายในเรา) เมื่อเราตาย เราทิ้งร่างกายหยาบไว้บนโลก และร่างกายละเอียดของเราจะเคลื่อนย้ายไปยังโลกหลังความตาย ร่างกายละเอียดประกอบด้วยจิตใจ, สติปัญญา, อัตตาละเอียด และดวงจิต มนุษย์ทุกคนล้วนแสวงหาความสุข โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญา แต่เราต่างรู้ดีว่าความสุขทางโลกเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน เพราะสิ่งที่เราใช้เป็นฐานของความสุขนั้น ล้วนเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ในทางกลับกัน ดวงจิต (Soul) เป็นองค์ประกอบของพระเจ้า และเป็นธรรมชาติที่แท้จริงและนิรันดร์ของเรา ธรรมชาติของดวงจิตนั้นประกอบด้วย สัจธรรมอันสมบูรณ์ (Absolute Truth), ความรู้แจ้งอันสมบูรณ์ (Absolute Consciousness) และความสุขอันล้ำลึก (Bliss) คำว่า “Bliss” หมายถึงความสุขที่สูงที่สุด ซึ่งเป็นคุณสมบัติของพระเจ้าผู้ไม่เปลี่ยนแปลง ในก้นบึ้งของหัวใจทุกคน Bliss แห่งดวงจิตนั้น รอคอยการถูกค้นพบ แต่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะเรายังคงมุ่งเน้นไปที่การเสพความสุขหรือความพึงพอใจในระดับต่าง ๆ ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญา ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ และสิ่งต่าง ๆ ในโลกภายนอก

การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ คือกิจกรรมที่ช่วยให้เราเข้าใจและสัมผัสได้ว่า ธรรมชาติที่แท้จริงของเรานั้นคือความศักดิ์สิทธิ์ (Divine) มันช่วยให้เราตระหนักและสัมผัสได้ว่า เราไม่ใช่ประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ หรือสติปัญญา แต่โดยเนื้อแท้แล้ว เราคือ ดวงจิต (Soul) ที่อยู่ภายใน ประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ, สติปัญญา, โลกทางกายภาพรอบตัวเรา รวมถึงโลกละเอียดหรือมิติทางจิตวิญญาณ (subtle world หรือ spiritual dimension) ล้วนถูกเรียกรวมว่า มายา (Maya) หรือภาพลวงตาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราหลงลืมสถานะที่แท้จริงของตนเองว่าแท้จริงแล้วเราคือดวงจิต หรือหลักการแห่งพระเจ้า (God principle)

นอกจากนี้ การเกิดในชาตินี้ไม่ใช่ครั้งแรก และสำหรับคนส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะต้องตาย ตามกฎแห่งกรรม (Law of Karma) หรือชะตากรรม (Destiny) เราต้องเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อชำระบัญชีกรรมระหว่างเรากับผู้อื่น ซึ่งเรียกว่าบัญชีแห่งการให้และรับ (give-and-take account) เมื่อเราไปทำร้ายผู้อื่นหรือทำให้เขาเจ็บปวด เราจะสร้างบัญชีกรรมด้านลบกับเขา และตามกฎแห่งกรรม เราจะต้องได้รับความเจ็บปวดในปริมาณเดียวกันกลับมาจากเขา ซึ่งบางคนอาจเรียกสิ่งนี้ว่า การชดใช้บาป ในทางกลับกัน ถ้าเราทำความดีต่อผู้อื่นและทำให้เขามีความสุข

เราจะได้รับผลบุญ (Merit) ซึ่งในอนาคตก็ต้องกลับมาเกิดอีกครั้งเพื่อรับผลแห่งความดีที่เราได้กระทำไว้ รอยประทับหรือร่องรอยทางกรรมจากการ “ให้และรับ” เหล่านี้ จะถูกเก็บไว้ในส่วนของจิตใต้สำนึก ซึ่งเราได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ในยุคปัจจุบันนี้ ประมาณ 65% ของชีวิตของเรา ถูกกำหนดไว้แล้วตามกรรมในอดีตชาติ ส่วนที่เหลืออีก 35% เป็นพื้นที่ที่เราสามารถใช้เจตจำนงเสรี (free will) ในการเลือกดำเนินชีวิตได้ ในบริบทของบทความนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ หากเราใช้เจตจำนงเสรีในการช่วยเหลือผู้อื่น สิ่งนั้นโดยทั่วไปแล้วจะส่งผลให้เกิดผลบุญ (merits) หรือสร้างบัญชีกรรมด้านบวก (positive give-and-take account) เนื่องจากเราทำให้ผู้อื่นเกิดความสุข

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ทั้งผลบุญและผลบาป ต่างก็ผูกมัดเราไว้ในวัฏสงสารแห่งการเกิดและตาย เพราะเราต้องกลับมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อชำระบัญชีกรรมที่สะสมไว้ทีละเล็กทีละน้อย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดบุญหรือบาป ต่างก็ไม่ได้นำเราไปสู่การเข้าใจและสัมผัสได้ว่าประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมายา (Maya) และไม่ใช่ธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์และนิรันดร์ของเราซึ่งก็คือดวงจิต (Soul) ดังนั้น ทั้งกิจกรรมที่ก่อบุญและที่ก่อบาปจึงไม่ถือเป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง จุดประสงค์ทางจิตวิญญาณของชีวิตเรามีอยู่สองประการหลักคือ ชำระบัญชีกรรม (ทั้งด้านบวกและด้านลบ) และเติบโตทางจิตวิญญาณผ่านการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ

หากคุณต้องการเข้าใจแนวคิดพื้นฐานทางจิตวิญญาณและแนวทางชีวิตเหล่านี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เราขอแนะนำให้คุณอ่านบทความต่อไปนี้ ซึ่งจะอธิบายแต่ละหัวข้ออย่างละเอียด

  • เราประกอบขึ้นจากอะไร?
  • อะไรคือองค์ประกอบของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ?
  • แนวคิดเรื่องโชคชะตาและบัญชีกรรมที่สั่งสมไว้
  • แนวคิดเรื่องบุญและบาป (ความดีและความชั่ว)
  • แนวคิดเรื่องภาพลวงตาอันยิ่งใหญ่ (มายา – Māyā)
  • จุดมุ่งหมายของชีวิตคืออะไร? (จากมุมมองทางจิตวิญญาณ)

3. ทำไมการช่วยเหลือผู้คนผ่านการรับใช้สังคมจึงไม่เท่ากับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ

ต่อไปนี้คือประเด็นที่ควรพิจารณา เมื่อเราต้องตัดสินใจในฐานะผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณ ว่าควรมีส่วนร่วมในการรับใช้สังคมหรือไม่

  1. รากเหง้าของความทุกข์ : สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมผู้คนจึงต้องทนทุกข์ ก็เพราะพวกเขามีบัญชีกรรมด้านลบ (negative give-and-take account) หรือกรรมไม่ดี (negative karma) จากอดีตชาติ เนื่องมาจากการกระทำบาปหรือการทำร้ายผู้อื่น ผลที่ตามมาคือ พวกเขาต้องเผชิญกับความทุกข์ในชาตินี้ แน่นอนว่า การได้เห็นผู้อื่นทุกข์ทรมานไม่ใช่เรื่องง่าย และมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เราจะอยากช่วยบรรเทาความทุกข์เหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ในระดับจิตวิญญาณ คำถามสำคัญที่เราควรถามตนเองเมื่อเห็นคนอื่นทุกข์ก็คือ พระเจ้าไม่เห็นหรือ? ทำไมพระองค์จึงไม่เข้ามาช่วย? ทั้งที่พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจเหนือทุกสิ่ง (Omnipotent) และสามารถยุติความทุกข์ของใครบางคนได้ในพริบตา แต่พระองค์ไม่แทรกแซง เพราะคนที่ยังติดอยู่ในมายา (Maya) ก็ต้องตกอยู่ภายใต้กฎของมายานั้น ผู้คนเหล่านี้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของโลก ต้องเผชิญกับผลกรรมจากการกระทำ หรือการไม่กระทำที่สร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นในอดีต ในอาณาจักรของพระเจ้า ทุกอย่างเป็นธรรมและยุติธรรม หากใครทำให้ผู้อื่นทุกข์ ก็ต้องชดใช้ด้วยกรรมไม่ดีของตนเอง พระเจ้าไม่ทรงข้ามกฎเหล่านี้เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ของพวกเขา

    ในกลียุค (Kaliyug หรือที่รู้จักกันว่ายุคแห่งความวุ่นวาย) คนส่วนใหญ่มีแรงผลักดันหลักในการกระทำ มาจากความต้องการทางวัตถุ, อารมณ์ และสติปัญญา เนื่องจากพวกเขายังคงจมอยู่ในมายา (Maya — ภาพลวงตาอันยิ่งใหญ่) กฎแห่งกรรม (Karma) จึงทำงานอย่างเข้มงวดกับพวกเขา ใครหว่านอย่างไร ย่อมเก็บเกี่ยวอย่างนั้น — หากไม่ใช่ในชาตินี้ ก็จะเป็นในชาติหน้า พระเจ้าไม่แทรกแซง
  2. แล้วพระเจ้าทรงช่วยใคร : พระเจ้าทรงแทรกแซงเพื่อช่วยเฉพาะผู้ที่มีความปรารถนาแท้จริงในการเข้าถึงพระเจ้า (God-realisation) เท่านั้น คนเหล่านี้เมื่อเริ่มปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างจริงจัง จะค่อย ๆ หลุดออกจากมายา (หรือกล่าวคือ พวกเขาตื่นจากความฝันที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นความจริง) พวกเขาแสวงหาเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือความศักดิ์สิทธิ์ (Divine) ซึ่งอยู่นอกเหนือจากมายา พระเจ้าจะทรงแทรกแซง เมื่อต้องการช่วยผู้แสวงหาที่แท้จริงเหล่านี้ โดยช่วยขจัดอุปสรรคในหนทางปฏิบัติที่อาจขัดขวางความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณของพวกเขา ดังนั้น พระเจ้าจะไม่ทรงช่วยในระดับจิตวิทยาหรืออารมณ์ แต่จะช่วยในระดับจิตวิญญาณเท่านั้น (โปรดทราบว่า การปฏิบัติทางจิตวิญญาณจะสัมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับ หลักการพื้นฐาน 6 ประการของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ)
  3. แล้วการบริจาคล่ะ : เมื่อเราบริจาคให้กับองค์กรการกุศล, องค์กรไม่แสวงหากำไร หรือผู้ที่ขัดสน การกระทำนั้นอยู่ในระดับจิตวิทยาและอารมณ์ และส่งผลให้เรายิ่งพันธนาการตัวเองไว้ใน มายา (Maya) ยิ่งขึ้น เพราะว่าการทำดีในมายาจะสร้างผลบุญ (Merits) แต่แม้แต่ผลบุญเองก็ต้องถูกชำระ นั่นหมายความว่าเรายังต้องกลับมาเกิดใหม่เพื่อรับผลแห่งบุญเหล่านั้น และใช้ชีวิตตามโชคชะตาดีที่เกิดจากบุญนั้น มีเพียงการปฏิบัติทางจิตวิญญาณเท่านั้น ที่สามารถเผาผลาญกรรมทั้งหมดของตนได้ และช่วยให้หลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด การปฏิบัติทางจิตวิญญาณจะล้างทั้งบุญและบาปที่สั่งสมไว้จากโชคชะตาเดิม ดังนั้น จากมุมมองทางจิตวิญญาณล้วน ๆ แทนที่จะเสียเวลาไปกับการช่วยเหลือผู้อื่นผ่านการรับใช้สังคม เราควรทุ่มเทเวลาให้กับการเพิ่มพูนการปฏิบัติทางจิตวิญญาณของตนเอง และช่วยให้ผู้อื่นก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณด้วย การช่วยเหลือผู้อื่นให้เติบโตทางจิตวิญญาณ ถือเป็นความช่วยเหลือที่แท้จริง จากมุมมองทางจิตวิญญาณ การรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริง และการช่วยเหลือมนุษยชาติอย่างแท้จริง คือการเผยแพร่จิตวิญญาณและช่วยให้ผู้อื่นก้าวหน้าในเส้นทางจิตวิญญาณ

    ตามเจตจำนงของพระเจ้า นักบุญและครูทางจิตวิญญาณที่แท้จริง (Saints and Gurus) จะไม่แทรกแซงโชคชะตาของใคร กล่าวคือ พวกท่านจะไม่เสียเวลาไปกับการช่วยแก้ปัญหาทางโลก เช่น โรคร้ายแรง, ปัญหาทางการเงิน หรือความขัดแย้งภายในครอบครัว ฯลฯ พวกท่านจะช่วยเฉพาะผู้ที่มีความปรารถนาอย่างแท้จริงในการเข้าถึงพระเจ้า (God-realisation) เท่านั้น เมื่อครูทางจิตวิญญาณรู้แน่ชัดว่าใครมีความปรารถนาอันแรงกล้าในการเข้าถึงพระเจ้า ท่านจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้บุคคลนั้นก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณ กูรูยังสามารถประทานพระคุณ (Grace) เพื่อลดผลของโชคชะตาหรือกรรมของผู้แสวงหาได้ หากผู้แสวงหานั้นมีความตั้งใจแน่วแน่จริงจังในการปฏิบัติ และแสวงหาพระเจ้าด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์อย่างลึกซึ้ง

  4. ขอบเขตที่จำกัดของการรับใช้สังคม : เมื่อเราทำการให้ทานหรือช่วยเหลือผู้ยากไร้ คำถามคือเราสามารถช่วยได้กี่คน? และช่วยได้นานแค่ไหน? เพราะขีดความสามารถและทรัพยากรของเรานั้นมีจำกัด ตัวอย่าง หากเราบริจาคเงิน $100 ให้กับคนยากจนบางคน เงินจำนวนนั้นอาจช่วยบรรเทาความลำบากชั่วคราว และช่วยให้พวกเขามีอาหารกินในวันนั้น แต่สิ่งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาในระยะยาว เพียงไม่กี่วัน พวกเขาก็อาจกลับสู่ภาวะไม่มีเงินและไม่มีอาหารอีก เช่นนี้แล้ว เราจะช่วยคนได้จริง ๆ กี่คน? ในขณะที่ความสามารถของเรามีขีดจำกัด แต่จำนวนผู้คนที่มีปัญหาในโลกนี้กลับไม่มีที่สิ้นสุด

    มีสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ให้ปลาแก่ชายคนหนึ่ง เขาจะอิ่มได้เพียงวันเดียว แต่ถ้าสอนให้เขาตกปลา เขาจะมีอาหารกินตลอดชีวิต” ในเกือบทุกกรณี โชคชะตา (Destiny) คือสิ่งที่นำพาผู้คนเข้าสู่ความยากจนหรือปัญหาต่าง ๆ ถ้าโชคชะตาของใครบางคนกำหนดให้เขาต้องยากจนหรือประสบปัญหา มีเพียงการปฏิบัติทางจิตวิญญาณเท่านั้น ที่จะช่วยเผาผลาญกรรมลบและบรรเทาปัญหานั้นได้ ดังนั้น การสอนให้ใครสักคนรู้จักการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ก็เปรียบเสมือนการสอนให้เขาตกปลา แทนที่จะเพียงแค่ยื่นปลาชั่วคราวให้เขากิน ซึ่งเป็นรูปแบบของความช่วยเหลือที่ยั่งยืนและแท้จริงมากกว่า และยังช่วยให้เขาหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้ด้วย ในขั้นพื้นฐานที่สุด เราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการสอนให้ผู้อื่นสวดชื่อพระเจ้า (Chant the Name of God)

  5. การเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้อื่น : เมื่อเราได้เข้าใจแล้วว่า การช่วยให้ผู้อื่นเริ่มต้นและรักษาการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ คือรูปแบบการช่วยเหลือที่สูงที่สุด
    คราวนี้เรามาดูกันว่า จะทำให้การช่วยเหลือนี้ทรงพลังมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร หากตัวเราเองยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติทางจิตวิญญาณ คำพูดของเราที่บอกให้ผู้อื่นเริ่มปฏิบัติก็จะ ขาดพลังและความหมาย ความปรารถนานั้นก็มักเป็นเพียงความเพ้อฝันเท่านั้น แต่ถ้าผู้ที่มีพัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงปรารถนาในสิ่งใด แม้เพียงความคิดเบา ๆ เช่น “ขอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น” ในใจของท่านครูผู้รู้ (Guru) ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สิ่งนั้นบังเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งอื่นใดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะกับท่านนักบุญ (Saint) ที่มีระดับจิตวิญญาณมากกว่า 80% เท่านั้น เพราะนักบุญมิใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นภาคแสดงของพระเจ้าเองในโลกนี้ หลักการของกูรู (Guru Principle) คือพลังศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาลที่มีหน้าที่ชี้นำผู้แสวงหาให้ไปถึงการตระหนักรู้พระเจ้า (God-realisation) และในระดับจิตวิญญาณที่สูงที่สุด แม้แต่ความปรารถนา ก็ไม่จำเป็น เพียงแค่การปรากฏตัวของท่านก็เพียงพอแล้ว เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ ซึ่งเมื่อปรากฏขึ้นในยามเช้า ก็ปลุกให้ทุกสิ่งตื่น และทำให้ดอกไม้บาน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพียงเพราะการดำรงอยู่ของพระอาทิตย์นั่นเอง พระอาทิตย์ไม่เคยร้องขอให้ใครตื่น หรือให้ดอกไม้เบ่งบาน แต่ทุกสิ่งก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติของการปรากฏตัวของพระอาทิตย์ พันธกิจของกูรู (Guru) ที่มีระดับจิตวิญญาณมากกว่า 90% ก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน ทรงพลังโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด

  6. การใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด : เวลาที่เรามีอยู่บนโลกนี้นั้นจำกัด เมื่อเราเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ และเข้าใจว่าการปฏิบัตินี้คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์ เราควรปรับความพยายามทั้งหมดของเราให้สอดคล้องกับเป้าหมายนี้ และเราควรใช้วิจารณญาณในการเลือกวิธีปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่มีประสิทธิภาพที่สุด

    ลองดูตัวอย่างนี้เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น สมมุติว่าคุณมีโอกาสลงทุนในธนาคารที่ปลอดภัย 3 แห่ง โดยแต่ละแห่งให้ดอกเบี้ยที่แตกต่างกันคือ 5%, 10% และ 11.5% คำถามคือ คุณจะเลือกลงทุนในธนาคารไหน? แน่นอนว่าคุณจะเลือกธนาคารที่ให้ดอกเบี้ย 11.5% ทันที

    ในทำนองเดียวกันกับการเลือกธนาคาร ในฐานะผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณ เราก็ควร ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบเมื่อต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนจิตวิญญาณของตนเองไว้กับการปฏิบัติแบบใด การทำปฏิบัติในระดับเดิมซ้ำ ๆ ไปตลอดชีวิตจะนำไปสู่ ความชะงักงัน (stagnation) ทางจิตวิญญาณ ความรับผิดชอบอยู่ที่ตัวเราเองที่จะต้องตัดสินใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับความมีประสิทธิภาพของการปฏิบัติ การไม่รู้ ไม่ใช่ข้ออ้าง เราต้องอยู่ในโหมดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ว่าจะสามารถพัฒนาการปฏิบัติทางจิตวิญญาณของเราให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร

    ในกรณีของการรับใช้สังคม (Social Service) ข้อดีคือ การรับใช้สังคมช่วยให้เราหยุดคิดถึงแต่ตัวเอง ช่วยพัฒนาเจตคติแห่งการรับใช้ และสอนให้เราเรียนรู้การเสียสละ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากหากเราต้องการเติบโตทางจิตวิญญาณ ดังนั้น การรับใช้สังคมจึงอาจถือได้ว่าเป็นหนึ่งในก้าวแรกๆ หรือบันไดนำทางสู่การปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่แท้จริง

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสีย ของการรับใช้สังคมคือ :

    • สร้างผลบุญในบัญชีกรรมที่สั่งสมไว้ ซึ่งส่งผลให้เราต้องกลับมาเกิดอีกครั้งเพื่อชำระบุญนั้นให้หมด
    • ทำให้เรายังคงหลงเชื่อว่ามายา (Maya) หรือโลกแห่งรูปธรรมคือความจริง
    • เพิ่มพูนรอยประทับใจในเชิงอารมณ์ (Emotionalism) ภายในจิตใจ
    • และสุดท้าย ความหยิ่งทะนงและอัตตา (Pride and Ego) ก็ย่อมเพิ่มขึ้น เพราะเราเริ่มคิดถึงสิ่งที่เราทำได้สำเร็จหรือสิ่งที่เราช่วยเหลือไปมากน้อยเพียงใด

    ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ แม้เราจะทำการรับใช้สังคมภายใต้การชี้นำของผู้นำทางจิตวิญญาณ ก็ยังเป็นเรื่องยากมากที่จะเติบโตทางจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริงผ่านการกระทำแบบนี้เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม สำหรับคนทั่วไปที่ยังเห็นแก่ตัวอยู่มาก และเอาแต่สนใจแต่ตัวเอง การเริ่มต้นช่วยเหลือผู้อื่นบ้างก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สิ่งนี้ช่วยให้พวกเขาเริ่มยกระดับตนเองจากมุมมองที่ยึดติดอยู่กับ “ตัวฉันและครอบครัวของฉัน” และอย่างน้อยก็เริ่มคิดถึงผู้อื่นบ้าง

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสียอีกประการหนึ่งของการทำงานรับใช้สังคมก็คือ ผู้ที่ทำกิจกรรมเหล่านี้มักทำตามความชอบของตนเอง หรือเพื่อให้ตนเองรู้สึกดี โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การแนะนำของผู้รู้ทางจิตวิญญาณ ผลที่ตามมาก็คือ พวกเขาจะยิ่งตอกย้ำความเชื่อในใจว่าการรับใช้สังคมคือสิ่งที่ดีงาม และจะยังคงชื่นชอบการกระทำแบบนี้ชาติแล้วชาติเล่า ด้วยเหตุนี้ ผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณอาจหลงทางและเสียเวลาหลายชาติภพโดยไม่เกิดความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริงเลย

    สำหรับผู้แสวงหาที่มีความปรารถนาอันแท้จริงในการเข้าถึงพระเจ้า (God-realisation)
    พวกเขาไม่ควรเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญ แต่ควรมุ่งมั่นทุ่มเทพลังและทรัพยากรทั้งหมด
    ไปที่การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ และการเดินหน้าเข้าสู่พระผู้เป็นเจ้า

  7. ตามหลักของกรรมโยคะ (Karmayoga) : บางคนกล่าวว่า พวกเขากำลังเดินตามเส้นทางกรรมโยคะ หรือเส้นทางแห่งการกระทำ (Path of Action) ดังนั้น พวกเขาจึงเลือกทำงานรับใช้สังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การปฏิบัติตามหลักของกรรมโยคะนั้น ต้องมีเงื่อนไขสำคัญสองประการที่ต้องปฏิบัติให้ได้คือ

    1. กรรมโยคะ หมายถึงการกระทำโดยไม่คาดหวังผลลัพธ์ และโดยไม่มีความเป็นผู้กระทำ (Doership) ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ มักจะมีความคาดหวังบางอย่างในผลลัพธ์ และยังคงมีความรู้สึกว่า เราคือผู้ลงมือกระทำ การมีความเป็นผู้กระทำ หมายถึงการระบุว่างานที่เราทำ

    2. หากเราจะช่วยเหลือผู้อื่น คนผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่เหมาะสมกับความช่วยเหลือนั้น : จากมุมมองทางจิตวิญญาณ ผู้ที่เหมาะสมคือผู้ที่จะนำความช่วยเหลือนั้นไปใช้ในการเติบโตทางจิตวิญญาณ และมีเป้าหมายคือการพัฒนาทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง หากเราช่วยเหลือผู้แสวงหา (Seeker) เพื่อให้เขาเติบโตในทางจิตวิญญาณ จะไม่มีการก่อให้เกิดบัญชีกรรมการให้และรับใด ๆ เพราะพระเจ้าทรงช่วยเหลือผู้แสวงหา ดังนั้น เมื่อเราช่วยเหลือผู้แสวงหา เราก็กำลังรับคุณสมบัติของพระเจ้าเข้าสู่ตนเอง และนั่นคือหนทางที่ทำให้เราก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ อย่างแท้จริง

    บางคนรู้สึกว่า ในเมื่อพระเจ้าสถิตอยู่ในทุกคน การช่วยเหลือผู้ที่ขัดสนก็เท่ากับเป็นการรับใช้พระเจ้าในอีกรูปหนึ่ง แต่ความคิดนี้เป็นความเข้าใจผิด แม้ใครบางคนอาจต้องการความช่วยเหลือ แต่ดวงจิต (Soul) หรือหลักการของพระเจ้า (God Principle) ที่อยู่ในตัวเขา ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากมุมมองทางจิตวิญญาณ การรับใช้พระเจ้าและมนุษยชาติอย่างแท้จริงคือการเผยแพร่จิตวิญญาณ (Spirituality) และช่วยให้ผู้อื่นสามารถปฏิบัติทางจิตวิญญาณได้จริง นี่คือ รูปแบบของการรับใช้สังคมที่สูงส่งและบริสุทธิ์ที่สุด เพราะมันเป็นการช่วยให้มนุษย์ หลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งการเกิดและตาย และเปิดทางสู่การสัมผัสความสุขอันล้ำลึก (Bliss) ที่แท้จริง

4. สรุป

ความปรารถนาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้ผ่านการรับใช้สังคมนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะผู้ทำงานเพื่อสังคมมักเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากสิ่งที่ตนมอบให้แก่ผู้คนรอบข้าง และแม้ว่าการช่วยเหลือผู้อื่นจะให้ความรู้สึกอิ่มเอมใจในฐานะประสบการณ์ แต่การกระทำที่เป็นผลดีในโลกแห่งมายา (Maya) จะนำผลลัพธ์ในระดับของมายาเท่านั้น เช่น การสะสมผลบุญในกรรม หรือความสุขในระดับโลกีย์ สำหรับผู้ที่แสวงหาเส้นทางสู่ พระผู้เป็นเจ้า (The Divine) ซึ่งเป้าหมายคือการตระหนักรู้ถึงพระเจ้า (God-realisation) และการสัมผัสบลิส (Bliss) การเดินทางทางจิตวิญญาณจึงจำเป็นต้องแตกต่าง และ การปฏิบัติทางจิตวิญญาณมีความละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ

ที่ SSRF (Spiritual Science Research Foundation) เราแนะนำ 8 ขั้นตอนของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เพื่อช่วยให้เกิดความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณได้เร็วขึ้น ขั้นตอนเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณเริ่มต้น หรือเสริมสร้างการปฏิบัติที่คุณมีอยู่แล้วให้มั่นคงยิ่งขึ้น ผู้แสวงหาหลายคนที่ปฏิบัติภายใต้คำแนะนำของ SSRF ในตอนแรกก็เคยทำงานเพื่อสังคมในรูปแบบต่าง ๆ มาก่อน แต่เมื่อเริ่มต้นปฏิบัติทางจิตวิญญาณตามแนวทางที่แนะนำ พวกเขาเริ่มสัมผัสประสบการณ์ทางจิตวิญญาณในระดับที่สูงขึ้น และตระหนักถึงข้อจำกัดของการรับใช้สังคม เมื่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติภายใน