บทนำ
การปฏิบัติทางจิตวิญญาณตามหลักการของจิตวิญญาณนำไปสู่การเติบโตทางจิตวิญญาณที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายของผู้แสวงหาพระเจ้า หนึ่งในเส้นทางของจิตวิญญาณที่สำคัญคือ หนทางแห่งพระคุณของคุรุ (Gurukrupāyoga)
หนทางแห่งพระคุณของคุรุ ถูกแนะนำให้เป็นแนวทางปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เหมาะสมสำหรับยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า ยุคแห่งความขัดแย้ง (Kaliyug) เนื่องจากแนวทางนี้สอนการปฏิบัติทางจิตวิญญาณตาม 6 หลักการพื้นฐานของจิตวิญญาณ
การปฏิบัติทางจิตวิญญาณในแนวทางของหนทางแห่งพระคุณของคุรุ เป็นการปฏิบัติตาม หลักการของจิตวิญญาณเนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้
เนื้อหา
- บทนำ
- 1. หนทางแห่งพระคุณของคุรุไม่ใช่แนวทางปฏิบัติทางจิตวิญญาณแบบนิกาย (ที่ใช้เพียงแนวทางเดียวสำหรับผู้แสวงหาทุกคน) แต่ตั้งอยู่บนหลักการทางจิตวิญญาณที่ว่า “มีเส้นทางสู่พระเจ้าเท่ากับจำนวนของผู้คน”
- 2. การทำทุกกิจกรรมให้เป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ
- 3. หนทางแห่งพระคุณของคุรุสอนว่า ทุกกิจกรรมควรถูกปฏิบัติในฐานะเป็นหน้าที่ของเรา
- 4. ทุกการกระทำควรถูกทำด้วยเป้าหมายสูงสุดคือ การตระหนักรู้ถึงพระเจ้า (God realization)
- 5. สรุป – การปฏิบัติทางจิตวิญญาณจะเกิดผลเมื่อกระทำตามหลักการ
1. หนทางแห่งพระคุณของคุรุไม่ใช่แนวทางปฏิบัติทางจิตวิญญาณแบบนิกาย (ที่ใช้เพียงแนวทางเดียวสำหรับผู้แสวงหาทุกคน) แต่ตั้งอยู่บนหลักการทางจิตวิญญาณที่ว่า “มีเส้นทางสู่พระเจ้าเท่ากับจำนวนของผู้คน”
“นิกาย” (Sect) คือกลุ่มของผู้ที่เชื่อว่าเส้นทางของพวกเขาเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดและเป็นหนทางเดียวที่จะไปถึงพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับที่ยาเพียงชนิดเดียวไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่มีอาการแตกต่างกันได้ การปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลก็แตกต่างกัน ปเช่นกัน ในระบบนิกาย ทุกคนจะถูกแนะนำให้ปฏิบัติในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของจิตวิญญาณที่ว่า “มีเส้นทางสู่พระเจ้าเท่ากับจำนวนของผู้คน” ผู้ที่ติดตามแนวทางนิกายมักจะรู้จักและยึดมั่นเพียงเส้นทางเดียวและเข้าใจผิดคิดว่าเส้นทางของตนเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดและเป็นหนทางเดียวสู่พระเจ้า ซึ่งขัดกับเป้าหมายที่แท้จริงของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ นคือการทำลายอัตตา แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางนิกาย กลับเกิดสิ่งที่ตรงกันข้าม
2. การทำทุกกิจกรรมให้เป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ
แนวทางนี้เน้นการทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันเป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ โดยมองว่าทุกกิจกรรมและความคิดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำเหล่านั้นเป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณดังนั้น ระเจ้าจะสามารถถูกมองเห็นได้ในทุกกิจกรรม และทุกกิจกรรมจะมุ่งไปสู่พระเจ้า แทนที่จะมุ่งไปสู่ตัวเอง การให้ความสำคัญจะเปลี่ยนจากตัวเราเองไปสู่พระเจ้า
เราทำกิจกรรมต่าง ๆด้วยแนวทางบางอย่าง ตามนิสัยและประสบการณ์ที่ผ่านมาในการทำกิจกรรมที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งมีผลต่อวิธีที่เราปฏิบัติและวิธีที่เราตอบสนองต่อผลลัพธ์ของมันในแบบเดิมๆ
ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องซื้อดอกไม้ในตลาด เราจะซื้อดอกไม้หลากสีสันตามความชอบของเราเอง ความพยายามที่จะทำให้กิจกรรมนี้เกี่ยวข้องกับพระเจ้าก็คือ การอธิษฐานในใจและถามพระเจ้าว่า วันนี้พระองค์ต้องการให้ข้าพเจ้าซื้อดอกไม้อะไร?
หรือสมมติว่าเราเพิ่งถูพื้นห้องครัวเสร็จ และทันใดนั้น สมาชิกในครอบครัวต้องการนมสักแก้วจึงเดินย่ำพื้นห้องครัวเข้ามา แทนที่จะมีปฏิกิริยาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเราทำงานหนักมาก และตอนนี้มีคนมาทำให้ผลงานของเราสูญเปล่า เราสามารถมองเห็นพระเจ้าในตัวบุคคลนั้น และรับใช้พวกเขาด้วยความรัก จากนั้นจึงเช็ดรอยเท้าบนพื้นออกไป
3. หนทางแห่งพระคุณของคุรุสอนว่า ทุกกิจกรรมควรถูกปฏิบัติในฐานะเป็นหน้าที่ของเรา
เมื่อเราทำทุกกิจกรรมโดยถือว่าเป็นหน้าที่ เราจะไม่มีความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของมัน
การเป็นผู้กระทำ (Doership) หมายถึงการยึดถือความดีความชอบจากกิจกรรมหรือความคิดที่เราทำ ที่ใดมีการเป็นผู้กระทำ ที่นั่นย่อมมีอัตตา (ego) ผู้แสวงหาที่แท้จริงละทิ้งความเป็นผู้กระทำทั้งหมด และมีทัศนคติว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกระทำโดยพระเจ้า
เนื่องจากเราไม่ยึดติดกับการเป็นผู้กระทำ เราจึงไม่คาดหวังผลของกิจกรรมนั้น
เราควรพยายามทำทุกกิจกรรมเพื่อพัฒนาความศรัทธาต่อพระเจ้า ตัวอย่างเช่น หากมีแขกมาเยี่ยมโดยไม่คาดคิด หลังจากที่เราจัดเตรียมสิ่งที่มีอยู่ให้พวกเขาอย่างจริงใจแล้ว เราสามารถพยายามมอบผลลัพธ์ให้แก่พระเจ้า สิ่งนี้จะช่วยป้องกันความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทำ และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะนำพาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมาสู่เรา
หรือหากเพื่อนของเรากำลังเผชิญปัญหาทางการเงินและขอคำแนะนำจากเรา หากพวกเขาสามารถผ่านพ้นปัญหานั้นได้หลังจากปฏิบัติตามคำแนะนำของเรา แทนที่จะรับเอาความดีความชอบไว้กับตนเอง เราสามารถยกเครดิตทั้งหมดให้แก่พระเจ้า
หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เช่นเราไม่สามารถหาต่างหูที่ทำหายได้ แม้จะค้นหาทั่วทุกที่แล้ว เราสามารถเรียนรู้ที่จะมอบผลลัพธ์แห่งความพยายามของเราให้กับพระเจ้า เราควรตระหนักว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเราคือความพยายาม แต่ผลลัพธ์ของสถานการณ์ไม่ได้อยู่ในมือของเรา
การที่ไม่มีผู้แสวงหาสนใจเข้าร่วมสัทสังค์ (Satsang – การประชุมธรรม, การรวมตัวเพื่อเข้าถึงสัจธรรมสูงสุด) แม้ว่าเราจะจัดบรรยายธรรมก็ตาม หรือการที่สมาชิกในครอบครัวไม่สนใจปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ฯลฯ เป็นตัวอย่างสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นเนื่องจากความคาดหวัง (การแสดงออกของอัตตา)
4. ทุกการกระทำควรถูกทำด้วยเป้าหมายสูงสุดคือ การตระหนักรู้ถึงพระเจ้า (God realization)
เมื่อทุกกิจกรรมถูกทำไปด้วยเป้าหมายแห่งการตระหนักรู้ถึงพระเจ้า ความเป็นผู้กระทำก็จะถูกสละออกไป และหลักการที่ว่า “พระเจ้าคือผู้กระทำ และพระองค์เท่านั้นที่ทำทุกสิ่งผ่านตัวเรา” จะถูกประทับลงในจิตใต้สำนึกของผู้แสวงหา
ผู้แสวงหาหลายคนที่ทำงานเพื่อรับใช้สัจธรรมสัมบูรณ์ (Satseva) ด้วยความกระตือรือร้น มักจะพบว่าสิ่งที่เกินความสามารถของพวกเขากลับเสร็จสมบูรณ์ในเวลาที่สั้นกว่าและสมบูรณ์แบบกว่าที่คาดไว้ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ปกติแล้ว การจัดเตรียมห้องประชุมสำหรับสัทสังค์ (Satsang) ต้องใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยมีผู้ช่วย 2 คน ครั้งหนึ่ง เนื่องจากงานก่อนหน้าล่าช้า เวลาที่เหลืออยู่สำหรับจัดห้องประชุมมีเพียง 7-8 นาที แต่ด้วยการอธิษฐานและการศิโรราบแก่พระเจ้า การจัดเตรียมห้องก็สำเร็จลุล่วงตรงเวลา ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเช่นนี้ช่วยให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องตระหนักว่า แม้สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา แต่เป็นไปได้สำหรับพระเจ้า ผู้ทรงอำนาจสูงสุด เมื่อความตระหนักรู้นี้ถูกประทับแน่นในจิตใจของเรา เราจะสามารถละทิ้งความเป็นผู้กระทำ และมอบทุกสิ่งแด่พระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์
5. สรุป – การปฏิบัติทางจิตวิญญาณจะเกิดผลเมื่อกระทำตามหลักการ
หนทางแห่งพระคุณของคุรุ สอนให้เรารู้จักการปฏิบัติทางจิตวิญญาณตามหลักการ โดยการ ยายามยึดมั่นในหลักการดังกล่าว เราจะเรียนรู้ที่จะดำเนินการทุกการกระทำ ให้เป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ดังนั้น ทุกกิจกรรมที่เราทำ สามารถถูกนำไปใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของการเติบโตทางจิตวิญญาณได้