การชักจูงจิตใจตนเอง (autosuggestion) คืออะไร ?

การชักจูงจิตใจตนเอง (autosuggestion) คืออะไร ?

ในสองหัวข้อก่อนหน้านี้ เราได้แนะนำกระบวนการการกำจัดข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ (Personality Defect Removal: PDR) และได้เรียนรู้วิธีการระบุข้อบกพร่องเหล่านั้นในตัวเราแล้ว ขั้นตอนถัดไปของกระบวนการ PDR คือ การกำจัดข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ และในส่วนนี้เราจะกล่าวถึงเทคนิคที่ช่วยให้เราสามารถทำได้

1. บทนำ

เราทุกคนอาศัยอยู่ในโลกที่มีการเชื่อมต่อถึงกันอย่างแน่นแฟ้น ซึ่งการกระทำและทัศนคติของเรามีผลต่อทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อมของเรา   แม้ว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะก้าวหน้าอย่างมากในการทำความเข้าใจโครงสร้างทางกายภาพของมนุษย์ แต่เมื่อพูดถึงความเข้าใจในมิติที่ลึกซึ้งของจิตสำนึก (consciousness) นั้น วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์   อะไรคือสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์?  และเหตุใดเราจึงทำในสิ่งที่เราทำ?

เราทุกคนถูกสังคมหล่อหลอมให้ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่เข้มแข็ง เพื่อปกปิดความรู้สึกภายใน ซึ่งในนั้นอาจมีความไม่พอใจ ความเศร้า หรือความเครียดซ่อนอยู่ เราพยายามแสดงให้เห็นว่าเราควบคุมทุกอย่างได้ แต่ถ้าความจริงแล้วเราไม่ได้ควบคุมได้เลย และกำลังแตกสลายอยู่ภายในล่ะ? มีทางออกจากสถานการณ์นี้หรือไม่? จากบทบาทในชีวิตประจำวันที่เราต้องแสดงออกไปในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อเรามองลึกลงไปในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด จะพบว่าต้นตอที่แท้จริงอยู่ในข้อบกพร่องของบุคลิกภาพของมนุษย์เอง ข้อบกพร่องในบุคลิกภาพเหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา ความทุกข์ และความไม่สุขสมบูรณ์ในชีวิตของเรา

2. รอยประทับ (Impressions) ในจิตใจของเราคือสิ่งที่กำหนดสภาวะโดยรวมของชีวิต

คนส่วนใหญ่ต่างเผชิญกับความเครียด และแสดงอารมณ์ด้านลบในรูปแบบต่าง ๆ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก หรือเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง    เราทราบในระดับเหตุผลว่าเราไม่ควรโกรธ, ไม่ควรอิจฉา, ไม่ควรรู้สึกเสียใจกับเรื่องเล็กน้อย หรือจมอยู่กับความเศร้าเมื่อต้องเผชิญสิ่งที่ไม่เป็นดั่งใจ   เราทุกคนต่างอยากคงความสงบนิ่งและสมดุลได้ แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก   ลองมาดูตัวอย่างของปฏิกิริยาทั่วไปที่มักเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

  • เมื่อสิ่งใดไม่เป็นไปตามที่ฉันคิด ฉันจะรู้สึกโกรธ
  • เมื่อเห็นเพื่อนมีรถ Jaguar คันใหม่ ฉันรู้สึกอิจฉา
  • เมื่อหัวหน้าไม่ชื่นชมความพยายามของฉัน ฉันรู้สึกน้อยใจและคิดว่า ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่เคยดีพอ.

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะจิตใจของเรามีอำนาจเหนือเรา — มันเป็นผู้กำหนดสภาวะโดยรวมของเรา ทั้งในด้านความคิด, อารมณ์, การกระทำ และปฏิกิริยา สาเหตุลึกซึ้งมาจากรอยประทับของข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก รอยประทับเหล่านี้ทำให้เกิดความคิดมากมายผุดขึ้นมาในจิตสำนึกอย่างต่อเนื่อง และจิตสำนึกก็ถูกชักนำโดยแรงกระตุ้นที่ผิดหรือบิดเบือนเหล่านั้น จนทำให้เราทำตามโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น “ฉันอยากได้กาแฟร้อน ๆ ที่กำลังเดือด แต่สามีกลับยื่นกาแฟอุ่น ๆ มาให้” ดังนั้น เนื่องจากมีรอยประทับของความโกรธอยู่ในจิตใต้สำนึกของฉัน แรงกระตุ้นที่ผิดปกติจึงถูกส่งขึ้นมาสู่จิตสำนึกว่า “โกรธเลยสิ! เขาทำแบบนี้อีกแล้ว! ฉันทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!” และเพราะแรงกระตุ้นอันรุนแรงที่เกิดจากข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพเรื่องความโกรธนี้ จิตสำนึกจึงทำตามแรงกระตุ้นนั้นอย่างไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เราระเบิดอารมณ์โกรธออกมา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะยังไม่มีสิ่งกระตุ้นทางบวก ที่จะคอยถ่วงดุลและหยุดยั้งแรงกระตุ้นทางลบภายในใจ

ดังนั้น การให้คำแนะนำตนเอง (autosuggestion) จึงเป็นวิธีที่ช่วยสร้างมุมมองที่ถูกต้องหรือแง่คิดเชิงบวกให้กับจิตใต้สำนึก เพื่อต่อต้านแรงกระตุ้นทางลบ ที่เกิดจากรอยประทับด้านลบในจิตใต้สำนึกนั้น ในกรณีตัวอย่างเรื่องกาแฟที่กล่าวถึงก่อนหน้า — autosuggestion จะช่วยให้จิตสำนึกเข้าใจว่าการโกรธไม่ใช่สิ่งถูกต้อง ทำให้เกิดความตระหนักรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำร้ายผู้อื่น และช่วยให้เราค่อย ๆ เอาชนะพฤติกรรม ความคิด หรือการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จนกระทั่งรอยประทับด้านลบหรือข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพค่อย ๆ ถูกขจัดไป.

3. พลังงานทางจิตวิญญาณจำเป็นต่อการเอาชนะแนวโน้มทางลบของจิตใจ

เพื่อที่จะเอาชนะรอยประทับด้านลบในจิตใจ เพียงแค่คิดอยากเปลี่ยน หรือตั้งใจจะดีขึ้น อย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะรอยประทับเหล่านี้ ฝังอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก ดังนั้น เราจำเป็นต้องจัดการกับมันในระดับเดียวกัน คือที่จิตใต้สำนึกนั่นเอง กระบวนการกำจัดข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ (Personality Defect Removal) มีพลังเจตจำนงและพลังจิตวิญญาณของพระคุณท่าน ดร. อฐวาเล (His Holiness Dr. Athavale) เป็นแรงหนุนอยู่เบื้องหลัง ทำให้มีพลังจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์ (Divine Consciousness หรือ Chaitanya) แผ่ซ่านอยู่ในทุกขั้นตอนของกระบวนการนี้ ดังนั้น เมื่อเราทำการให้ autosuggestion (คำแนะนำตนเอง) ไม่เพียงแต่คำพูดใน autosuggestion เท่านั้นที่มีผล แต่ยังมีพลังจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์ (Divine consciousness) แทรกซึมเข้าสู่จิตใต้สำนึกของเรา ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในบุคลิกภาพของเรา หลายคนพบว่า เมื่อทำ autosuggestion อย่างสม่ำเสมอ ข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพของพวกเขาลดลง และค่อย ๆ หายไปในที่สุด

4. Autosuggestion (AS) คืออะไร?

Autosuggestion คือ คำแนะนำเชิงบวกที่มอบให้กับจิตใต้สำนึก เกี่ยวกับความคิด, อารมณ์, การกระทำ หรือปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้จิตใต้สำนึกได้รับมุมมองใหม่ที่ถูกต้องและเป็นบวก เมื่อเราทำ autosuggestion เรากำลังให้คำแนะนำเฉพาะเจาะจงที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขรอยประทับด้านลบในจิตใต้สำนึก เพื่อให้ข้อบกพร่องนั้น ถูกทำให้เป็นกลาง (neutralized) หรือหมดพลังไปในที่สุด

ตัวอย่าง :

  • ข้อบกพร่อง / จุดอ่อน – ความโกรธ : เมื่อแม่ของฉันเปรียบเทียบฉันกับพี่สาว โดยพูดถึงว่าพี่สาวเรียนเก่งและทำได้ดีแค่ไหน — ฉันรู้สึกโกรธขึ้นมา
  • ข้อบกพร่อง / จุดอ่อน – ความอิจฉา : เมื่อฉันเห็นเพื่อนชื่อจอห์นมีรถ Jaguar คันใหม่ ฉันรู้สึกอิจฉาตาร้อน
  • ข้อบกพร่อง / จุดอ่อน – ความไม่มั่นคงในใจ (Insecurity) : เมื่อหัวหน้าไม่ชื่นชมความพยายามในการทำงานของฉัน ฉันก็รู้สึกน้อยใจและคิดว่า ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน มันก็ไม่เคยดีพอ

การให้คำแนะนำเชิงบวกหรือมุมมองใหม่ที่ถูกต้องแก่จิตใจ ต่อทุกความคิดหรืออารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง จะช่วยต่อต้านความรู้สึกด้านลบและความไม่สงบในใจ และช่วยให้จิตใจของเราได้รับทิศทางที่ถูกต้อง

Autosuggestion – ความโกรธ : “ทุกครั้งที่แม่เปรียบเทียบฉันกับพี่สาว โดยพูดถึงว่าพี่เรียนดี ฉันจะตระหนักว่าแม่หวังดีและอยากให้ฉันเรียนรู้จากพี่ เพื่อให้ฉันพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น ฉันจะสงบนิ่งและไม่โกรธ”

Autosuggestion – ความอิจฉา : “ทุกครั้งที่ฉันเห็นรถ Jaguar คันใหม่ของจอห์นและรู้สึกอิจฉา ฉันจะรู้ตัวทันที และตระหนักว่าเขาทำงานหนักและสมควรได้รับสิ่งนี้ ฉันจะยินดีกับเขา, สนับสนุนเขา และมีความสุขไปกับความสำเร็จของเขา”

Autosuggestion – ความไม่มั่นคงในใจ (Insecurity) : “ทุกครั้งที่หัวหน้าไม่ชื่นชมงานของฉัน และฉันรู้สึกอยากน้อยใจ ฉันจะเตือนตัวเองว่านี่คือกระบวนการเรียนรู้ และบนเส้นทางสู่ความสำเร็จย่อมมีทั้งช่วงขึ้นและช่วงลงเสมอ ฉันจะอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานพลังและความเข้มแข็งแก่ฉัน เพื่อให้ฉันสามารถมุ่งมั่นต่อไปได้อย่างไม่ย่อท้อ”

Autosuggestion (การแนะนำตนเอง) เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยให้เราก้าวข้ามข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพของตัวเอง, รวมถึงช่วยในช่วงเวลาที่เรารู้สึกเครียดเพราะข้อบกพร่องของผู้อื่น หรือเมื่อเรากำลังเผชิญสถานการณ์ในชีวิตที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ Autosuggestion ไม่เพียงช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า หรือความคิดด้านลบในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีพลังในการเยียวยาปัญหาที่ฝังลึกมายาวนาน เช่น การเสพติด และบาดแผลในวัยเด็ก (childhood traumas) อีกด้วย ในการฝึก autosuggestion เราจะทำซ้ำคำแนะนำเชิงบวกเป็นประจำทุกวัน ซึ่งจะช่วยให้รอยประทับทางลบ (negative impressions) ค่อย ๆ ลดลง อย่างไรก็ตาม การลดรอยประทับด้านลบด้วย autosuggestion ไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติด้านบวกตรงข้ามจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
เรายังจำเป็นต้องพยายามฝึกฝนและพัฒนาคุณสมบัตินั้นด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น การใช้ autosuggestion เพื่อลดความโกรธ จะไม่ทำให้ความรักต่อผู้อื่นเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ สิ่งนี้เปรียบได้กับผู้ป่วยที่กินยาแล้วหายจากโรค เขาจะดีขึ้นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีกล้ามเนื้อแข็งแรงเหมือนนักเพาะกายทันที หากต้องการมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง เขายังต้อง ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วยตนเอง ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าฉันจะใช้ autosuggestion จนสามารถลดข้อบกพร่องเรื่องความโกรธลงได้แล้ว ฉันก็ยังต้องตั้งใจพยายาม เพื่อพัฒนา คุณสมบัติแห่งความรักต่อผู้อื่นด้วยตัวเอง

ไม่มีปัญหาใดในโลกที่ไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยการใช้ autosuggestion.
— พระคุณท่าน ดร. อฐวาเล (H.H. Dr. Athavale)

5. ความแตกต่างระหว่าง Affirmations และ Autosuggestions

จิตแพทย์มักให้ผู้ป่วยใช้ affirmations (คำยืนยันเชิงบวก) เพื่อช่วยบรรเทาภาวะซึมเศร้า หรือแก้ไขข้อบกพร่องทางจิตใจเรื้อรังอื่น ๆ และในการเข้ารับการบำบัดแต่ละครั้ง ผู้ป่วยอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แม้จิตแพทย์จะให้ affirmations แก่ผู้ป่วย แต่โดยมากพวกเขาไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจหรือเอาชนะข้อบกพร่องในตนเองได้อย่างแท้จริง ในทางตรงกันข้าม กระบวนการกำจัดข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพ (PDR process)
เป็นกระบวนการที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ตามความต้องการของแต่ละคน ดังนั้น ผลลัพธ์จากการใช้กระบวนการนี้จึงมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ affirmations ทั่วไป นอกจากนี้ พลังงานทางจิตวิญญาณที่อยู่ในกระบวนการ PDR ยังช่วยเพิ่มพลังและประสิทธิผลของการเปลี่ยนแปลงภายในได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

จากการศึกษาพบว่า 90–95% ของปัญหาชีวิตมักมีต้นเหตุจากข้อบกพร่องในตัวเราเอง มากกว่าจะมาจากปัจจัยภายนอก ดังนั้น การใช้ autosuggestion สามารถช่วยเราได้ถึง 90–95% ของการแก้ปัญหา ในขณะที่ affirmations โดยทั่วไปช่วยได้เพียงประมาณ 25–30% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การใช้ affirmations ก็ยังมีประโยชน์ในบางด้าน เช่น ช่วยให้เรารู้สึกเชิงบวกมากขึ้น, กระตุ้นแรงบันดาลใจในการทำงาน และส่งเสริมให้เรามุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายในชีวิต

อีกประเด็นสำคัญคือ การทำ autosuggestion ยังช่วย ลดกรรมหรือลิขิตชีวิต ของเราได้ด้วย
เนื่องจากกรรมของเรานั้น ถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกในรูปของรอยประทับ และพลังงานทางจิตวิญญาณที่อยู่ใน autosuggestion จะเข้าไปทำงานโดยตรงเพื่อลดรอยประทับเหล่านั้น ในทางตรงกันข้าม การใช้เพียง affirmations จะไม่สามารถลดกรรมได้ กรรมมักแสดงผลออกมาผ่านข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าฉันมีรอยประทับของความอ่อนไหวทางอารมณ์ (emotionalism) และมักจะรู้สึกเสียใจง่าย เมื่อเพื่อนโกงหรือหลอกฉัน ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดและไม่มีความสุข ในกรณีนี้ เหตุการณ์ที่เพื่อนโกง อาจเป็นกรรมที่ถูกกำหนดไว้ในโชคชะตา แต่ความทุกข์และความเสียใจที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากรอยประทับของข้อบกพร่องทางอารมณ์ในจิตใต้สำนึก หากฉันใช้ autosuggestion เพื่อจัดการกับความอ่อนไหวทางอารมณ์ รอยประทับนี้จะค่อย ๆ ลดลง และเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีก ฉันจะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือทุกข์ใจเหมือนก่อน

นอกจากนี้ เมื่อรอยประทับของข้อบกพร่องค่อย ๆ ลดลง ระยะเวลาที่เรารู้สึกเจ็บปวดหรือทุกข์ ก็จะสั้นลงด้วย เช่น หากรอยประทับของความโกรธในจิตใต้สำนึกยังรุนแรง เราจะรู้สึกไม่พอใจและทุกข์อยู่นานมาก แต่เมื่อรอยประทับของความโกรธค่อย ๆ ถูกลดลงด้วย autosuggestion ระยะเวลาของความทุกข์ที่เกิดจากกรรม (destiny) ก็จะค่อย ๆ สั้นลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ การทำ autosuggestion เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยลดโอกาสในการสร้างกรรมลบ (adverse destiny) เพิ่มเติมในอนาคตได้อีกด้วย เพราะเมื่อเรายังมีข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพอยู่ เราก็มักจะเผลอสร้างชะตากรรมด้านลบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น
ถ้าฉันมีข้อบกพร่องเรื่องการชอบวิจารณ์ผู้อื่น ฉันอาจพูดจารุนแรง ทำให้ผู้อื่นรู้สึกเสียใจหรือหมดกำลังใจ ซึ่งนั่นถือเป็นการสร้างบาป เพราะได้ทำร้ายจิตใจของผู้อื่น แต่เมื่อฉันเริ่มทำ autosuggestion เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องนี้ รอยประทับในจิตใต้สำนึกที่ทำให้ฉันชอบวิจารณ์จะค่อย ๆ ลดลง พฤติกรรมของฉันจะเปลี่ยนไป ฉันจะเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น เห็นอกเห็นใจมากขึ้น และไม่รีบตัดสินผู้อื่น สิ่งนี้ช่วยลดโอกาสในการสร้างกรรมลบหรือชะตากรรมไม่ดี ในอนาคตได้อย่างแท้จริง

เมื่อจิตใจสงบและว่างจากการยึดมั่น เราจะเริ่มก้าวข้ามชะตากรรมของตนเองได้ เพราะจิตใจนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเจ็บปวด

ดังนั้น การทำ autosuggestion จะช่วยให้เราสามารถลดหรือแม้แต่เอาชนะความทุกข์ที่ถูกกำหนดไว้ในโชคชะตา ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ แต่การใช้เพียงคำยืนยันเชิงบวก ไม่สามารถทำได้เช่นนั้น เมื่อเราค่อย ๆ พัฒนาให้ตนเองมีความเป็นสาธวิก (Sāttvik) มากขึ้น หมายถึงมีพลังจิตที่บริสุทธิ์, สงบ และเปี่ยมด้วยเมตตา พฤติกรรมของเราจะดีขึ้นตามธรรมชาติ และเราก็จะไม่สร้างชะตากรรมในทางลบอีกต่อไป

6. แนวทางในการเขียน Autosuggestion

1. ความเรียบง่าย : Autosuggestion ควรถูกเขียนด้วยภาษาที่เรียบง่าย, เข้าใจง่าย และใช้คำให้น้อยที่สุด ลองนึกถึงตอนที่คุณเปิดดูหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยข้อความยาว ๆ หรือ สเปรดชีตที่ซับซ้อน คุณรู้สึกอยากอ่านไหม? ส่วนใหญ่แล้วจิตใจของเรามักจะต่อต้าน หรือไม่อยากอ่านเลยตั้งแต่แรก นั่นเพราะจิตใจชอบสิ่งที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน ดังนั้น เวลาที่เราจะให้คำแนะนำกับจิตใจ (suggestions to the mind) คำแนะนำนั้นก็ควรจะสั้น, กระชับ และเข้าใจได้ทันที เพื่อให้จิตใจรับสารได้ง่ายและไม่ต่อต้าน

2. เริ่มต้นด้วยคำว่า เมื่อใดก็ตามที่ : Autosuggestion ทุกประโยคควรเริ่มต้นด้วยคำว่า “เมื่อใดก็ตามที่” เพื่อสื่อถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และยังช่วยให้จิตใจเกิดความตื่นตัวและรู้เท่าทันสถานการณ์

ตัวอย่างเช่น หากข้อบกพร่องของเราคือ “ฉันรู้สึกขี้เกียจและเลื่อนการออกไปเดินเล่น”

ในการเขียน autosuggestion เราต้องสื่อเหตุการณ์นี้ในรูปของอนาคตกาล เช่น “เมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกอยากเลื่อนการไปเดินเล่นออกไป…” จากนั้นจึงเติมประโยคต่อท้ายว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อหยุดพฤติกรรมนั้น

3. ความเป็นบวก (Positivity) : Autosuggestion ควรถูกเขียนในเชิงบวกเสมอ หลีกเลี่ยงคำปฏิเสธ เช่น อย่า, ไม่, จะไม่, ทำไม่ได้ เป็นต้น เช่น อย่าเขียนว่า “ฉันจะไม่โกรธ” แต่ควรเขียนว่า “ฉันจะสงบนิ่งและใจเย็น” เหตุผลคือ จิตใจมีธรรมชาติที่ดื้อรั้น เมื่อเราบอกจิตว่า อย่าทำสิ่งนี้ มันมักจะอยากทำสิ่งนั้นทันที แต่ถ้าเราบอกจิตในเชิงบวก เช่น ฉันจะสงบนิ่ง จิตใจจะเปิดรับและทำตามได้ง่ายกว่า

4. ความเฉพาะเจาะจง (Specific) : Autosuggestion ควรเขียนให้เฉพาะเจาะจง ไม่ควรเป็นข้อความทั่วไป เช่น แทนที่จะเขียนว่า “เมื่อคนมองฉันแล้วฉันรู้สึกเขินอาย” ควรระบุเหตุการณ์ให้ชัดเจนว่า “เมื่อแมรี่มองฉันแล้วฉันรู้สึกเขินอาย” เพราะการพูดถึง “คนทั่วไป” จะไม่ส่งผลทางอารมณ์ได้เท่ากับการระบุชื่อหรือเหตุการณ์เฉพาะ จิตใจจะไม่สามารถระบุอารมณ์ที่แท้จริงได้ถ้า autosuggestion เขียนกว้างเกินไป แต่เมื่อเอ่ยชื่อแมรี่ สมองจะเชื่อมโยงไปถึงความรู้สึกจริง เช่น บางทีฉันอาจแอบชอบแมรี่ จึงเกิดอารมณ์หวั่นไหวทุกครั้งที่เธอมองฉัน อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ฉันเคยถูกรุ่นพี่ชื่อจอห์นกลั่นแกล้งที่โรงเรียน และรู้สึกเจ็บปวดมาก ทันทีที่เอ่ยชื่อจอห์น ภาพเหตุการณ์และความโกรธที่เก็บไว้อาจผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นชื่อคนอื่น ความรู้สึกแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้น

5. ครั้งละ 1 ข้อบกพร่อง : ในเหตุการณ์หนึ่ง ๆ อาจมีข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ในการทำ autosuggestion เราควรโฟกัสเพียงข้อบกพร่องเดียวต่อครั้ง ตัวอย่างเช่น “เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่ช่วยฉันทำโปรเจกต์ตามที่เขาสัญญาไว้ ฉันรู้สึกอ่อนไหวและหมดกำลังใจ” ในกรณีนี้ ข้อบกพร่องที่อาจเกี่ยวข้องมีหลายอย่าง เช่น การคาดหวัง, ความคิดในแง่ลบ, ความอ่อนไหวทางอารมณ์ แต่เวลาเขียน autosuggestion เราควรเลือกเพียงหนึ่งข้อบกพร่องหลัก โดยเลือกข้อที่มีผลกระทบต่อความสงบของใจเรามากที่สุด หรือข้อที่ส่งผลเสียต่อผู้อื่นมากที่สุด เพื่อให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด

6. เลือกข้อบกพร่องตามความถี่ของการเกิด : เมื่อมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องเดียวกัน ให้เลือกเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดเพื่อทำ autosuggestionตัวอย่างเช่น สมมติว่าฉันกำลังฝึกจัดการกับความโกรธ ซึ่งแสดงออกได้หลายรูปแบบ
แต่รูปแบบที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ “ฉันโกรธเมื่อเห็นลูกดูโทรทัศน์แทนที่จะทำการบ้าน” เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกวัน ดังนั้น ฉันควรเลือกสถานการณ์นี้มาใช้ในการทำ autosuggestion เพื่อให้ได้ผลชัดเจนและสม่ำเสมอมากที่สุด

7. เริ่มต้นด้วย 3 Autosuggestion ต่อวัน : ในช่วงเริ่มต้น ควรทำ autosuggestion อย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง ให้เขียน autosuggestion ของตนเองไว้ แล้วอ่านออกเสียงอย่างน้อย 5 ครั้ง หากยังจำไม่ได้ เมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งและเริ่มคุ้นเคยแล้ว สามารถเพิ่มเป็นวันละ 5 autosuggestion sessions ได้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการฝึกจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

7. บทสรุป

เราทุกคนต่างต่อสู้กับอารมณ์ภายในของตนเองมายาวนาน แต่ก็มักไม่พบทางออกที่แท้จริง ทั้งที่ได้ลองวิธีการมากมาย เช่น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือการบำบัดทางจิตใจ Autosuggestion คือแนวทางแก้ไขในระดับจิตวิญญาณ ที่ช่วยเข้าถึงรากเหง้าของอารมณ์ด้านลบ และปรับสมดุลจากภายใน หลายคนที่ฝึก autosuggestion อย่างสม่ำเสมอวันละเพียง 10 นาที ต่างพบว่าความทุกข์ลดลงอย่างมาก และเกิดความสุขที่ยั่งยืนจากภายใน ในบทความต่อ ๆ ไปของชุดนี้ จะมีการแบ่งปันประสบการณ์จริงจากผู้ที่ได้รับผลลัพธ์เชิงบวกจากการฝึก autosuggestion เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะให้เวลาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการ autosuggestion และ PDR (Personality Defect Removal) เพื่อที่คุณเองก็จะได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงภายในที่ลึกซึ้งและยั่งยืนเช่นเดียวกัน