กูรูคือใคร และเราจะหาท่านได้อย่างไร?

กูรูคือใคร และเราจะหาท่านได้อย่างไร?

บทคัดย่อ

การมีคุรุ (กูรู) หรือผู้นำทางในการเรียนรู้ไม่ว่าจะในศาสตร์ใด ถือเป็นสิ่งล้ำค่า และสิ่งนี้ก็เป็นความจริงเช่นเดียวกันในเส้นทางจิตวิญญาณ ด้วยความที่ศาสตร์ทางจิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและจับต้องไม่ได้โดยตรง จึงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถระบุได้อย่างมั่นใจว่าใครคือผู้นำทางจิตวิญญาณที่ตื่นรู้แล้ว หรือใครคือ “กูรู” ที่แท้จริง กูรูนั้นแตกต่างจากครูหรือนักเทศน์ทั่วไปอย่างมาก ท่านคือแสงสว่างทางจิตวิญญาณในโลกใบนี้ และท่านสอนหลักสัจธรรมสากลที่อยู่เบื้องหลังศาสนาและวัฒนธรรมทั้งหมด บทความนี้จะกล่าวถึงคุณลักษณะและคุณสมบัติอันโดดเด่นของกูรูในแง่มุมต่าง ๆ

เนื้อหา

1. บทนำ

โดยไม่มีทางเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วจากผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ? หากเป็นเช่นนี้จริง เราอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อพยายามเรียนรู้ทุกสิ่งด้วยตนเอง แต่ก็อาจไปไม่ถึงไหน หรืออาจหลงทางไปไกลโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

 

จิตสำนึกรวม และปัญญาสากล (Universal Mind and Intellect): เช่นเดียวกับที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายซึ่งเป็นผลงานการสร้างของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์, สัตว์ ฯลฯ — ต่างก็มีจิตใจและสติปัญญาเป็นของตนเอง จักรวาล ซึ่งเป็นผลงานการสร้างทั้งหมดของพระเจ้าก็เช่นกัน ก็มี จิตสำนึกรวม และปัญญาสากล ซึ่งบรรจุข้อมูลแท้จริงอย่างสมบูรณ์ของทุกสิ่งในจักรวาลนี้ เราสามารถเข้าใจสิ่งนี้ได้ว่าเป็นจิตใจ และปัญญาของพระเจ้านั่นเอง เมื่อบุคคลใดก็ตามพัฒนาทางจิตวิญญาณก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จิตละเอียด (subtle mind) และปัญญาละเอียดของเขาจะค่อย ๆ หลอมรวมเข้ากับจิตสำนึกรวมและปัญญาสากล และด้วยเหตุนี้เอง บุคคลนั้นจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับทุกสิ่งในผลงานการสร้างของพระเจ้าได้

ในทำนองเดียวกัน การมีผู้นำทางก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในเส้นทางจิตวิญญาณของเราเช่นกัน และมันก็สมเหตุสมผลที่ว่า ผู้นำทางในศาสตร์ใดก็ตาม ควรต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในศาสตร์นั้น ๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ ผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์จิตวิญญาณจะถูกเรียกว่ากูรู

มีคำกล่าวที่ว่า ในอาณาจักรของคนตาบอด คนตาดีคือราชา  เช่นเดียวกัน ในโลกของผู้ที่มืดบอดทางจิตวิญญาณ กูรูคือผู้ที่ “มองเห็น” อย่างแท้จริง ด้วยญาณทิพย์หรือสัมผัสที่หก (Sixth Sense) ที่ถูกเปิดอย่างสมบูรณ์ กูรูคือผู้ที่ได้เดินบนเส้นทางจิตวิญญาณมาแล้วภายใต้การชี้นำของผู้นำทางของท่านเอง และท่านยังสามารถเข้าถึงจิตสำนึกรวม และปัญญาสากล (Universal Mind and Intellect) ได้อีกด้วย   ในบทความนี้ เราจะอธิบายว่าใครสามารถถือได้ว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรือกูรู  และจะกล่าวถึงคุณลักษณะสำคัญของท่าน

2. ความหมายของกูรู หรือผู้นำทางจิตวิญญาณที่ตื่นรู้แล้ว

พระเจ้าองค์สูงสุด (Supreme God Principle) นั้นมีหลายแง่มุมหรือหลายบทบาท ซึ่งแต่ละแง่มุมก็ทำหน้าที่เฉพาะด้านในจักรวาล อุปมาได้กับระบบรัฐบาลของประเทศหนึ่ง ที่มีหน่วยงานหรือกระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและสมดุล

เช่นเดียวกับที่เรามีกระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แก่ประชาชน พระเจ้าก็มีแง่มุมหนึ่งที่ทำหน้าที่ด้านการสอนทางจิตวิญญาณ และดูแลการเติบโตทางจิตวิญญาณของสรรพสิ่งในจักรวาล แง่มุมนี้ของพระเจ้าถูกเรียกว่ากูรู ซึ่งในที่นี้หมายถึงกูรูที่ไม่ปรากฏเป็นรูปกาย (unmanifest – nirguṇ Guru) หรือหลักการสอนของพระเจ้า (Teaching Principle of God) กูรูที่ไม่ปรากฏเป็นรูปกายนี้ แผ่ซ่านอยู่ทั่วทั้งจักรวาล และอยู่เคียงข้างเราตลอดเวลาทั้งขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และแม้หลังจากความตาย จุดเด่นคือ กูรูที่ไม่ปรากฏเป็นรูปกายจะอยู่กับเราเสมอ ค่อย ๆ นำเราจากชีวิตแบบโลก ๆ เข้าสู่เส้นทางจิตวิญญาณ โดยจะนำทางเราตามระดับจิตวิญญาณของเรา กล่าวคือ ตามความสามารถในการเรียนรู้หรือซึมซับสัจธรรม ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ระหว่างทางนั้น กูรูยังช่วยให้เราพัฒนาทักษะต่าง ๆ เช่น ความเพียร, ความมุ่งมั่น, ความใส่ใจในรายละเอียด, ความอดทน และความเมตตา ตลอดชีวิตของเรา ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่จำเป็นของผู้แสวงหาพระเจ้า (spiritual seeker) ที่ดี และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เราดำรงอยู่บนเส้นทางจิตวิญญาณได้อย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่แสวงหาการเติบโตทางจิตวิญญาณอย่างจริงจัง กูรูจะมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น โดยให้การนำทางในรูปแบบที่มองไม่เห็น

จากประชากรทั้งหมดของโลก มีเพียงไม่กี่คนที่ฝึกปฏิบัติทางจิตวิญญาณในรูปแบบสากล ซึ่งไม่ได้ยึดติดอยู่ในกรอบของศาสนา เมื่อฝึกฝนไปถึงระดับหนึ่ง บางคนจะสามารถพัฒนาระดับจิตวิญญาณเกินกว่า 70% ได้โดยไม่ขึ้นกับศาสนาที่เกิดมา และในระดับนั้น กูรูที่ไม่ปรากฏเป็นรูปกาย จะทำงานผ่านบุคคลเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์ บุคคลนั้นจึงกลายเป็นกูรูที่ปรากฏเป็นรูปกาย (manifest – saguṇ Guru) หรือ กูรูในรูปมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือบุคคลจะต้องมีระดับจิตวิญญาณอย่างน้อย 70% ขึ้นไป จึงจะถือได้ว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรือกูรู กูรูในรูปมนุษย์จะทำหน้าที่เป็นประภาคารแห่งปัญญาทางจิตวิญญาณให้แก่มวลมนุษยชาติ และท่านสอดคล้องโดยสมบูรณ์กับจิตสำนึกรวมและปัญญาสากลของพระเจ้า

2.1 ความหมายตามตัวอักษรของคำว่ากูรู

คำว่า “กูรู” มาจากภาษาสันสกฤต และมีความหมายทางจิตวิญญาณลึกซึ้ง โดยประกอบจาก 2 พยางค์ คือ Gu และ Ru ย่อมาจากสิ่งต่อไปนี้:

Gu หมายถึง ความไม่รู้ทางจิตวิญญาณ ที่มนุษย์ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะนี้
Ru หมายถึง แสงแห่งความรู้ทางจิตวิญญาณ ที่ขจัดความมืดแห่งความไม่รู้

สรุปคือ กูรูคือผู้ที่ขจัดความมืดแห่งความไม่รู้ทางจิตวิญญาณในมนุษย์ และมอบประสบการณ์ทางจิตวิญญาณรวมถึงองค์ความรู้ทางจิตวิญญาณให้กับพวกเขา

3. ความแตกต่างระหว่างครู/โปรเฟสเซอร์ กับกูรู

แผนภูมิต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างครู (หรืออาจารย์ในระบบการศึกษา) กับกูรูในรูปมนุษย์ อย่างชัดเจน
ความแตกต่างระหว่างครู/โปรเฟสเซอร์ กับกูรู

4. ความแตกต่างระหว่างนักเทศน์กับกูรู

มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างบุคคลที่ทำหน้าที่เทศนาหรือสอนหลักธรรมทางศาสนา   กับกูรูที่แท้จริงในสายจิตวิญญาณ ตารางด้านล่างนี้จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสอง เมื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำทางแก่ผู้คน

ความแตกต่างในการนำทางจิตวิญญาณระหว่างนักเทศน์กับกูรู

นักเทศน์ส่วนใหญ่ในโลกปัจจุบันมีระดับจิตวิญญาณอยู่ที่ประมาณ 30%      ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งแท้จริงของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ตนหยิบยกมาอ้างอิงได้ และยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงกับสิ่งที่เขียนไว้ในคัมภีร์เหล่านั้นด้วยตนเองเลย ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ฟังจะถูกชี้นำไปในทางที่ผิด

5. ความแตกต่างระหว่างกูรูกับนักบุญ

5.1 อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นกูรู ซึ่งเหนือกว่าการเป็นนักบุญ?

กูรูทุกท่านเป็นนักบุญ แต่ไม่ใช่นักบุญทุกคนจะเป็นกูรู   กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กูรูต้องเป็นนักบุญก่อนเสมอ แต่ไม่ใช่นักบุญทุกท่านจะผ่านคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นกูรู   ตารางต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นจำนวนของนักบุญและกูรูในโลก ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016

ระดับจิตวิญญาณ นักบุญ1 กูรู2 รวมทั้งหมด
60-69%3 3,500 1,500 5,000
70-79% 50 50 1004
80-89% 10 10 204
90-100% 5 5 104

เชิงอรรถ

  1. ในที่นี้ นักบุญ หมายถึง บุคคลที่มีระดับจิตวิญญาณตั้งแต่ 70% ขึ้นไป นักบุญจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในสังคมหันมาสนใจการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ และแนะนำแนวทางให้พวกเขาเดินบนเส้นทางแห่งจิตวิญญาณ
  2. กูรู จะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในการชี้นำผู้แสวงหาธรรม (seekers) ให้บรรลุถึงการหลุดพ้นขั้นสูงสุด (โมกษะ / Moksha) และยังทำให้มั่นใจว่าพวกเขาจะบรรลุจุดนั้นได้จริง
  3. แม้ว่าบุคคลที่มีระดับจิตวิญญาณต่ำกว่า 70% จะยังไม่ถือว่าเป็นนักบุญ แต่เราได้แสดงจำนวนผู้แสวงหาธรรมที่อยู่ในระดับ 60–69% ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5,000 คน
    ผู้ที่อยู่ในระดับจิตวิญญาณ 60–69% เหล่านี้ กำลังอยู่ในเส้นทางของการเตรียมพร้อมที่จะกลายเป็นนักบุญ หรือกูรู ซึ่งหมายความว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะก้าวสู่ตำแหน่งเหล่านั้น หากพวกเขาดำเนินการปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่อง โดยในกลุ่มนี้ หากยังฝึกฝนไม่หยุด ประมาณ 70% (หรือ 3,500 คน) จะสามารถกลายเป็นนักบุญ และประมาณ 30% (หรือ 1,500 คน) จะสามารถกลายเป็นกูรู
  4. ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016 มีนักบุญประมาณ 1,000 คน ที่อยู่ในระดับจิตวิญญาณระหว่าง 70%–100% อย่างไรก็ตาม ในตารางด้านล่าง เราแสดงเฉพาะจำนวนของนักบุญและกูรูที่กำลังเผยแพร่ธรรมะอย่างจริงจังเท่านั้น

5.2 ความเหมือนกันระหว่างนักบุญกับกูรู

  • ทั้งนักบุญและกูรูต่างก็มีระดับจิตวิญญาณ มากกว่า 70%
  • ทั้งคู่มีความรักทางจิตวิญญาณ (prīti) ต่อมนุษยชาติทุกคน — คือความรักที่ไม่หวังผลตอบแทน
  • ทั้งคู่มีอัตตาอยู่ในระดับน้อยมาก  ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ยึดติดกับอายตนะ 5 ประการ (ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย) ไม่ยึดติดกับจิตใจหรือสติปัญญา แต่ระบุตัวตนของตนเองว่าเป็นดวงจิต (soul/Ātmā) ซึ่งก็คือพระเจ้าภายใน

5.3 ความแตกต่างด้านลักษณะนิสัยระหว่างนักบุญกับกูรู

ตารางต่อไปนี้จะแสดงการเปรียบเทียบในภาพรวม ระหว่างนักบุญกับกูรูที่มีระดับจิตวิญญาณอยู่ที่ประมาณ 80%

ความแตกต่างระหว่างนักบุญและกูรู

นักบุญ กูรู
ความรักต่อผู้อื่น (%)1 30% 60%
การรับใช้2 30% 50%
การเสียสละ3 70% 90%
การเขียน       ปริมาณ4    ลักษณะของการเขียน5 2%
มอบประสบการณ์
ทางจิตวิญญาณ มากกว่า
10%
ให้คำแนะนำ
ทางจิตวิญญาณ มากกว่า
พลังงานที่ปรากฏ
(Manifest energy)6
20% 5%
การพัฒนาทางจิตวิญญาณ7 เร็ว เร็วมาก

เชิงอรรถ (ตามตัวเลขสีแดงในตารางด้านบน) :

  1. ความรักต่อผู้อื่น  หมายถึง การรักผู้อื่นโดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ซึ่งแตกต่างจากความรักในโลกทั่วไป ที่มักมีเงื่อนไขหรือความคาดหวังบางอย่างแฝงอยู่เสมอ  ระดับ 100% หมายถึง ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขและไม่ลำเอียงของพระเจ้า ซึ่งแผ่ไพศาลอย่างเท่าเทียมไปยังทุกสรรพสิ่งในจักรวาล — ตั้งแต่สิ่งไม่มีชีวิต, สิ่งมีชีวิตเล็กที่สุดอย่างมด ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตระดับสูงอย่างมนุษย์
  2. การรับใช้ (Service)  หมายถึง การรับใช้สัจธรรมสูงสุด (satseva) หรือศาสตร์ทางจิตวิญญาณที่เป็นหลักสัจธรรมสากลเบื้องหลังศาสนาทั้งหลาย และเป็นพลังที่ควบคุมทั้งจักรวาล   ระดับ 100% หมายถึง การทุ่มเททั้งเวลา, ความสามารถ และทรัพยากรในทุกมิติ — ทั้งทางร่างกาย (กายภาพ), จิตใจ, สติปัญญา, การเงิน และสังคม — เพื่อรับใช้พระเจ้า
  3. การเสียสละ (tyāg)  หมายถึง ระดับของเวลา, ร่างกาย, จิตใจ และทรัพย์สิน ที่บุคคลได้สละออกมา เพื่อการรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริง
  4. ปริมาณของงานเขียน  หมายถึง จำนวนข้อความหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอธิบายหรือเผยแผ่สัจธรรมสูงสุด
  5. ลักษณะของงานเขียน   โดยทั่วไปนักบุญ (Saints) จะเน้นถ่ายทอดประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ  ในขณะที่กูรู (Gurus) จะเน้นให้คำแนะนำทางจิตวิญญาณแก่ผู้แสวงหาธรรม
  6. พระเจ้ากระทำทุกสิ่งด้วยเพียงแค่การดำรงอยู่ของพระองค์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามใด ๆ   ดังนั้น พลังงานของพระเจ้าจึงอยู่ในรูปแบบที่ไม่ปรากฏ (unmanifest)  พลังงานของพระเจ้าแสดงออกมาในรูปแบบที่ละเอียด เช่น ความสงบ (Shānti) และความบรมสุข (Ānand) เป็นต้น   แต่ในกรณีของนักบุญ (Saints) และกูรู (Gurus)   เนื่องจากท่านยังมีร่างกายทางกายภาพ   ท่านจึงต้องใช้พลังงานที่ปรากฏ (manifest energy) อยู่บ้าง
  7.  

    คำว่า “I”ness หรือความเป็นฉัน หมายถึง การคิดหรือรู้สึกว่าตัวเองแยกจากพระเจ้า

    เนื่องจากกูรูมีความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าที่ไม่ปรากฏเป็นรูปกาย (Unmanifest God) มากกว่า พวกท่านจึง ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานที่ปรากฏมากนัก  ในขณะที่นักบุญยังมี “ความเป็นฉัน” สูงกว่ากูรู จึงต้องใช้พลังงานที่ปรากฏมากกว่ากูรู   อย่างไรก็ตาม ระดับพลังงานที่ใช้โดยนักบุญหรือกูรู ยังน้อยกว่าบุคคลที่ใช้พลังเหนือธรรมชาติ (supernatural powers) ในการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น หากมีคนหายจากโรคด้วยพรของนักบุญ พลังงานที่ปรากฏออกมาจะอยู่ที่ประมาณ 20%  แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักบุญแต่ใช้พลังเหนือธรรมชาติในการรักษา พลังงานที่ปรากฏอาจสูงถึง 50%  เนื่องจาก พระเจ้ามีพลังงานที่ปรากฏเป็นศูนย์ (0%)  ดังนั้น ยิ่งมีการใช้พลังงานที่ปรากฏมากเท่าไร ก็แสดงว่ายิ่งห่างไกลจากความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าเท่านั้น   สัญญาณของพลังงานที่ปรากฏ ได้แก่   ดวงตาที่สว่างจ้าเป็นพิเศษ, การเคลื่อนไหวของมืออย่างรวดเร็วและเฉียบคม ฯลฯ

  8. นักบุญ (Saints) และกูรู (Gurus) ต่างก็ต้องใช้พลังงานที่ปรากฏ (manifest energy) ซึ่งเป็นพลังงานที่พระเจ้าประทานให้ เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจของท่านบนโลกนี้นักบุญมักช่วยแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้ศรัทธา ซึ่งใช้พลังงานมากกว่าเมื่อเทียบกับกูรู ในทางกลับกัน กูรูจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทางจิตวิญญาณของศิษย์ ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยให้ศิษย์มีความสามารถเพียงพอในการเผชิญและเอาชนะปัญหาด้วยตนเอง โดยเฉพาะปัญหาที่มีรากเหง้ามาจากระดับจิตวิญญาณ ดังนั้น กูรูจึงใช้พลังงานทางจิตวิญญาณน้อยกว่า
  9. ทั้งนักบุญและกูรูจะต้องมีระดับจิตวิญญาณอย่างน้อย 70% ขึ้นไป แต่หลังจากผ่านระดับ 70% ไปแล้ว การเติบโตทางจิตวิญญาณของกูรูจะรวดเร็วกว่านักบุญทั่วไป กูรูจะบรรลุระดับศัทกูรู (Sadguru – 80%) และปราตปรกูรู (Parātpar Guru – 90%) ได้เร็วกว่านักบุญคนอื่น ๆ ที่เดินทางไปถึงระดับเดียวกัน สาเหตุก็คือกูรูมีจิตใจมุ่งมั่นอยู่กับภารกิจในการยกระดับจิตวิญญาณของศิษย์ตลอดเวลา ในขณะที่นักบุญมักแบ่งความใส่ใจไปยังการช่วยเหลือทางโลกด้วย

6. ความสำคัญของกูรูในรูปมนุษย์

ในชีวิตของเรา  เราต่างก็ต้องการผู้นำทาง ไม่ว่าจะเป็นครู, หมอ, ทนาย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ  หากแม้แต่ในเรื่องทั่ว ๆ ไปของโลก เรายังต้องมีที่ปรึกษา   ลองจินตนาการดูว่าการมีผู้นำทางในเส้นทางแห่งการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร จะมีความสำคัญมากเพียงใด

6.1 ความสำคัญของกูรู – ในมุมมองของการให้การศึกษาแก่ศิษย์

กูรูปรากฏในหลายรูปแบบ — ผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ, ผ่านหนังสือ, และในรูปมนุษย์โดยตรง   ตารางต่อไปนี้จะแสดงการเปรียบเทียบรูปแบบต่าง ๆ ที่กูรูใช้สอนศิษย์
และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของกูรูในรูปมนุษย์ (human form) ว่าโดดเด่นเหนือกว่ารูปแบบอื่นอย่างไร

ความสำคัญของกูรูในรูปแบบที่ปรากฏหรือในรูปมนุษย์

กูรูในรูปแบบของ การไม่มีอยู่ของกูรู
มนุษย์ หนังสือ รูปเคารพ/ภาพ อื่นๆ/สถานการณ์ในชีวิต
การกำหนดการเรียนรู้ ให้เหมาะกับความสามารถของศิษย์ เป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้
การอธิบายข้อสงสัย ทำได้ทันที เมื่อมี ข้อสงสัย ทำได้เพียง เล็กน้อย หลังจากอ่านจำนวนมาก เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้
ระยะเวลาที่ต้องใช้ ในการเกิดศรัทธา ใช้เวลาน้อยมาก ใช้เวลามากกว่า มากยิ่งกว่า มากที่สุด
การให้กำลังใจการสอน และการทดสอบ เป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้
จำนวนศิษย์ที่ละทิ้ง การปฏิบัติทางจิต วิญญาณกลางทาง น้อย มาก มากขึ้น มากที่สุด มากที่สุด
ระยะเวลาที่ต้องใช้ใน การพัฒนาทางจิตวิญญาณ น้อย มาก มากขึ้น มากที่สุด มากที่สุด
ตามหลักจิตวิทยา บุคลิกของศิษย์ที่ เหมาะสมที่สุดกับ รูปแบบของกูรู ผู้ที่ ต้องการ คำแนะนำ อย่างมาก ผู้ที่มี ทัศนคติแบบ พึ่งพาตนเอง ผู้ที่ ต้องการ การสนับสนุน ผู้ที่มี ทัศนคติแบบ พึ่งพาตนเอง ผู้ที่มี ทัศนคติแบบ พึ่งพาตนเอง อย่างมาก

6.2 ความสำคัญของกูรู – ในมุมมองทางจิตวิทยา

การมีกูรูในรูปมนุษย์ มอบประโยชน์ทางจิตวิทยามากมายแก่ผู้ที่แสวงหาทางจิตวิญญาณ

  • แตกต่างจากพระเจ้าและเทพต่าง ๆ ที่ไม่ได้แสดงตนหรือพลังอย่างชัดเจน  กูรูแสดงรูปแบบของพระองค์ผ่านกูรูที่เป็นมนุษย์ ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติทางจิตวิญญาณมีผู้นำทางที่จับต้องได้ ในเส้นทางจิตวิญญาณของตนเอง
  • กูรูในรูปมนุษย์มีญาณรู้ครอบคลุม (Omniscient) เช่นเดียวกับกูรูในรูปแบบที่ไม่ปรากฏ   ท่านสามารถรับรู้ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับศิษย์ของตนได้ ผ่านการเข้าถึงจิตสำนึกรวมและปัญญาสากล (Universal Mind and Intellect)  ท่านรู้ได้ว่าศิษย์จริงใจหรือไม่, กำลังทำผิดพลาดที่จุดใด   และเนื่องจากศิษย์รู้ถึงความสามารถอันลึกซึ้งนี้ของกูรู เขาจึงมักละเว้นจากการกระทำที่ไม่ดี ด้วยความเกรงกลัวและเคารพ
  • นอกจากนี้ กูรูยังไม่ปล่อยให้ศิษย์ตกอยู่ในความรู้สึกต่ำต้อย เพียงเพราะเห็นว่าตนด้อยกว่ากูรู   ท่านจะขจัดความรู้สึกด้อยค่า ในศิษย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และมอบธรรมชาติอันครอบคลุมของกูรูให้แก่เขา

6.3 ความสำคัญของกูรู – ในมุมมองของวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ

ตารางต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกูรูในรูปมนุษย์ต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณของผู้แสวงหา/ศิษย์

ความสำคัญของกูรูในรูปแบบที่ปรากฏหรือในรูปมนุษย์

กูรูในรูปแบบของ การไม่มีอยู่ของกูรู
มนุษย์ หนังสือ รูปเคารพ/ภาพ อื่นๆ/สถานการณ์ในชีวิต
การกำหนดการเรียนรู้ ให้เหมาะกับความสามารถของศิษย์ เป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้
การอธิบายข้อสงสัย ทำได้ทันที เมื่อมี ข้อสงสัย ทำได้เพียง เล็กน้อย หลังจากอ่านจำนวนมาก เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้
ระยะเวลาที่ต้องใช้ ในการเกิดศรัทธา ใช้เวลาน้อยมาก ใช้เวลามากกว่า มากยิ่งกว่า มากที่สุด
การให้กำลังใจการสอน และการทดสอบ เป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้
จำนวนศิษย์ที่ละทิ้ง การปฏิบัติทางจิต วิญญาณกลางทาง น้อย มาก มากขึ้น มากที่สุด มากที่สุด
ระยะเวลาที่ต้องใช้ใน การพัฒนาทางจิตวิญญาณ น้อย มาก มากขึ้น มากที่สุด มากที่สุด
ตามหลักจิตวิทยา บุคลิกของศิษย์ที่ เหมาะสมที่สุดกับ รูปแบบของกูรู ผู้ที่ ต้องการ คำแนะนำ อย่างมาก ผู้ที่มี ทัศนคติแบบ พึ่งพาตนเอง ผู้ที่ ต้องการ การสนับสนุน ผู้ที่มี ทัศนคติแบบ พึ่งพาตนเอง ผู้ที่มี ทัศนคติแบบ พึ่งพาตนเอง อย่างมาก

เชิงอรรถ (ตามตัวเลขสีแดงในตารางด้านบน) :

  1. เมื่อศิษย์หรือผู้แสวงหาอยู่ในระดับจิตวิญญาณประมาณ 55%  เขาจะมีความเป็นผู้ใหญ่ทางจิตวิญญาณเพียงพอที่จะได้รับประโยชน์จากการมีอยู่ของกูรูในรูปมนุษย์
    สิ่งนี้เปรียบได้กับการได้รับทุนการศึกษาในสายทางจิตวิญญาณ   เมื่อถึงระดับนี้  ศิษย์จะพร้อมรับคำแนะนำของกูรูอย่างเต็มที่ เพื่อก้าวเข้าสู่ประสบการณ์แห่งพระเจ้า
  2. การได้รับประโยชน์จากรูปเคารพหรือภาพของกูรูทำได้ยากกว่า   เนื่องจากพลังงานละเอียดและความถี่ที่จับต้องไม่ได้จากรูปเหล่านั้น สามารถรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีระดับจิตวิญญาณมากกว่า 60% และมีญาณทิพย์ (สัมผัสที่หก) ที่แอคติเวทแล้วเท่านั้น
  3. เมื่อศิษย์มีผู้นำทางในรูปมนุษย์  ความพยายามที่ต้องใช้ในการเติบโตทางจิตวิญญาณจะน้อยที่สุด เพราะพลังงานและความพยายามถูกส่งผ่านอย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระจัดกระจาย  แต่ในกรณีอื่น ๆ โอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดสูงกว่ามาก
  4. การเข้าใจความหมายโดยนัยของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย  เพราะคัมภีร์มักเสี่ยงต่อการถูกตีความผิด หากไม่มีคำอธิบายจากผู้ที่บรรลุจริง
  5. คำว่าอัตตา ในที่นี้หมายถึงความศรัทธาในตัวเอง   หากบุคคลไม่มีความมั่นใจหรือศรัทธาในตนเองเพียงพอ เขาจะไม่สามารถเติบโตทางจิตวิญญาณได้โดยปราศจากผู้นำทาง
  6. หากไม่มีผู้นำทางทางจิตวิญญาณ   มีโอกาสสูงที่การเติบโตจะหยุดชะงัก หรือแม้กระทั่งถดถอยจากเดิม

7. ลักษณะเด่นบางประการของกูรูในรูปมนุษย์

  • กูรูอยู่เหนือกรอบของศาสนา และมองมนุษยชาติทุกคนอย่างเท่าเทียม   ท่านไม่ตัดสินหรือแบ่งแยกตามวัฒนธรรม, เชื้อชาติ หรือเพศ   สิ่งที่ท่านมองหาในศิษย์มีเพียงอย่างเดียวคือความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการเติบโตทางจิตวิญญาณ
  • กูรูจะไม่มีวันขอให้ศิษย์เปลี่ยนศาสนา  แต่จะยกระดับความเข้าใจของศิษย์ให้เข้าถึง หลักสัจธรรมสากล ซึ่งอยู่เบื้องหลังทุกศาสนา
  • ไม่ว่าใครจะเดินบนเส้นทางจิตวิญญาณใด หรือศาสนาใด  สุดท้ายแล้วทุกทางจะนำไปสู่พระคุณของกูรู

 

เส้นทางทั้งหมด ล้วนมุ่งสู่พระคุณของกูรูในที่สุด

 

กูรูทำงานด้วยพลังจิตวิญญาณในระดับของญาณตัดสินใจ” (Resolve)  ด้วยพลังนี้ซึ่งพระเจ้าประทานให้ กูรูสามารถยกระดับศิษย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ เพียงแค่ตั้งจิตคิดว่า ศิษย์ผู้นั้นควรได้รับความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ   ผู้แสวงหาธรรมหรือศิษย์ในศาสตร์จิตวิญญาณ จะไม่สามารถไปถึงระดับจิตวิญญาณ 70% ได้ หากปราศจากพระคุณของกูรู และไม่ได้รับการชี้นำจากกูรูในรูปมนุษย์   เหตุผลคือ ในช่วงแรกของการเติบโตทางจิตวิญญาณ
เราสามารถพัฒนาได้ด้วยการปฏิบัติตามหลักพื้นฐานของการฝึกจิตวิญญาณ   แต่เมื่อผ่านระดับหนึ่งไปแล้ว  ความรู้ทางจิตวิญญาณจะละเอียดอ่อนมากขึ้น จนทำให้ผู้ฝึกมีโอกาสหลงทางได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากสิ่งมีชีวิตในมิติละเอียด เช่น วิญญาณ (ผี, ปีศาจ หรือพลังงานลบอื่น ๆ ฯลฯ) ซึ่งสามารถแทรกแซงผ่านสัมผัสที่หก (Sixth Sense)  ดังนั้น                ผู้แสวงหาที่จะก้าวหน้าสู่ความเป็นนักบุญ (Sainthood) จึงต้องการผู้นำทางที่ตื่นรู้สูงมากในรูปมนุษย์ เพื่อช่วยนำทางอย่างแม่นยำและปลอดภัย

  • แม้แต่เมื่อใครคนหนึ่งได้บรรลุถึงระดับของนักบุญแล้ว  เขาก็ยังต้องฝึกปฏิบัติต่อไป เพื่อให้พระคุณของกูรูไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง
  • กูรูจะยกระดับศิษย์ให้สามารถเข้าถึงความรู้ที่อยู่ในดวงจิตของตนเอง (Soul Knowledge)  ซึ่งแตกต่างจากบางคนที่มีสัมผัสที่หก (ESP)  แต่เพียงทำหน้าที่เป็น สื่อกลาง (medium) เพื่อรับข้อมูลจากวิญญาณ (spirits) ในมิติละเอียด (subtle bodies)  ผู้ที่ทำหน้าที่เพียงเป็นสื่อกลางอย่างเดียว จะไม่สามารถเติบโตทางจิตวิญญาณได้
  • ความสัมพันธ์ระหว่างกูรูกับศิษย์นั้นบริสุทธิ์   และความรักของกูรูที่มีต่อศิษย์
    คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข และไม่คาดหวังสิ่งตอบแทนใด ๆ
  • กูรูผู้รู้แจ้งทั่วทุกสิ่ง จึงสามารถดูแลศิษย์ได้แม้ในยามที่ไม่ได้อยู่เคียงกาย
  • ชะตากรรมอันร้ายแรงจะเอาชนะได้ก็ด้วยพระกรุณาของกูรูเท่านั้น
  • กูรูชี้นำศิษย์ตามกฎหกประการของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ โดยพิจารณาจากระดับจิตวิญญาณและความสามารถของศิษย์ และจะไม่เคยสอนศิษย์เกินกว่าที่เขาจะรับได้
  • กูรูจะสอนด้วยทัศนคติเชิงบวกเสมอ ยกตัวอย่างเช่น อาจแนะนำให้ศิษย์ปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณ ได้แก่     “ขับร้องบทสรรเสริญพระเจ้า, สวดพระนามพระเจ้า, ปฏิบัติบูชาพระเจ้า เป็นต้น” กูรูจะไม่แนะนำในทางลบ เช่น “อย่าดื่มสุรา, อย่าประพฤติตนเช่นนี้ เป็นต้น”   เพราะการสอนให้ไม่ทำบางสิ่งนั้นเป็นเพียงระดับจิตวิทยา ไม่ได้ช่วยให้ก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณ   กูรูมุ่งเน้นที่การปฏิบัติทางจิตวิญญาณของศิษย์ เมื่อเวลาผ่านไป การปฏิบัตินั้นเองจะเสริมสร้างศักยภาพให้ศิษย์ละทิ้งกิจกรรมที่เป็นโทษต่อตนเองได้อย่างธรรมชาติขึ้นเอง
  • แม้ก้อนเมฆจะเทน้ำฝนอย่างเท่าเทียมกันทั่วทุกหนแห่ง น้ำก็จะรวมตัวอยู่เฉพาะในหลุมแอ่ง ในขณะที่ยอดเขาทอดตัวอย่างตั้งตรงกลับแห้งแล้งเช่นเดิม ทำนองเดียวกัน กูรูและบรรดาเกจิอาจารย์ก็ไม่เลือกปฏิบัติ พระเมตตาของท่านประดุจเดียวกันกับทุกคน แต่เฉพาะผู้ที่มีความตั้งใจบริสุทธิ์ที่จะเรียนรู้และเติบโตทางจิตวิญญาณเท่านั้นจึงเปรียบเสมือนหลุมแอ่งที่สามารถรับและกักเก็บพระกรุณานั้นได้
  • กูรูผู้รู้แจ้งทั่วสิ่งทั้งปวง จะทราบโดยปัญญาญาณว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ศิษย์ในการก้าวหน้าแก่การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ  ท่านจึงชี้นำแบบรายบุคคล

8. การหากูรู – เราจะรู้จักและพบผู้นำทางจิตวิญญาณที่ตื่นรู้ได้อย่างไร?

สำหรับผู้ศึกษาวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินความเชี่ยวชาญของกูรู นั่นก็เหมือนศิษย์ไปทดสอบครู

 

SSRF ให้คำนิยาม ‘โลกละเอียด’ หรือ ‘มิติทางจิตวิญญาณ’ ว่าเป็นโลกซึ่งอยู่นอกเหนือการรับรู้ของประสาทสัมผัสห้า, จิตใจ และสติปัญญา หมายถึงโลกที่มองไม่เห็นอย่างเทวดา, ผีสาง, สวรรค์ ฯลฯ ซึ่งรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสที่หกเท่านั้น

การที่จะทดสอบใครสักคน บุคคลนั้นต้องมีศักยภาพสูงกว่าผู้ถูกทดสอบ ศิษย์ไม่อาจเป็นผู้ที่มีศักยภาพสูงกว่ากูรูเพื่อมาทดสอบท่านได้ ที่สำคัญ ความสามารถของกูรูอยู่ในมิติละเอียดหรือทางจิตวิญญาณ ซึ่งอยู่นอกเหนือการรับรู้ของประสาทสัมผัสห้า, จิตใจ และสติปัญญา และจะประเมินได้เฉพาะด้วยประสาทสัมผัสที่หกซึ่งถูกกระตุ้นอย่างสูงเท่านั้น

นี่จึงนำพาบุคคลทั่วไปให้ตกอยู่ในความสับสนว่าจะปฏิบัติตามใครดี

มูลนิธิวิจัยศาสตร์แห่งจิตวิญญาณ (SSRF) แนะนำว่า     ไม่ควรออกค้นหากูรูด้วยตนเอง ในเกือบทุกกรณี

 

 

ปัญญาสัททวิก คือองค์ประกอบพื้นฐานของสัทตวะที่ละเอียดลึกซึ้งและเป็นปัจจัยเด่น ซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เมื่อปัญญาเช่นนี้ยกระดับเหนือการนำไปใช้เพียงด้านโลกีย์ ก็จะอุทิศตนเพื่อรับใช้พระเจ้าและการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ จนกว่าจะมีปัญญาสัททวิกเต็มที่ ก็จะยากยิ่งที่จะเข้าใจนัยลึกซึ้งของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

ผู้แสวงหาจะยังขาดวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณที่เพียงพอในการตัดสินใจเลือกผู้นำทางจิตวิญญาณที่เหมาะสม
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่าง ๆ จึงควรปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างสม่ำเสมอตามหกหลักพื้นฐานของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณและพัฒนาปัญญาสัททวิก (sāttvik)   หลักการสอนที่ไม่อาจปรากฏขึ้นได้ของพระเจ้า หรือกูรูในมิติไร้รูป ก็ยังคงเฝ้าดูเราอยู่เสมอ    เมื่อใดก็ตามที่ผู้แสวงหาบรรลุระดับจิตวิญญาณราว 55%   กูรูในรูปกายมนุษย์จะเข้ามาในชีวิตของเขา (ระดับจิตวิญญาณเฉลี่ยของคนทั่วไปในปัจจุบันอยู่ที่ 20%)   ที่ระดับจิตวิญญาณ 55% ศิษย์ผู้ศึกษาวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณก็จะมีวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณเพียงพอที่จะรับรู้ได้ด้วยปัญญาสัททวิกของตนเองว่ากูรูนั้นแท้จริงหรือไม่

 

8.1 กูรูปลอม หรือกูรูที่ไม่ได้รับอนุญาต

ในสังคมปัจจุบัน กว่า 80% ของผู้ที่เรียกตนเองว่ากูรู เป็นกูรูเทียมหรือไม่มีสิทธิ์แท้จริงทางจิตวิญญาณ หมายความว่าบุคคลเหล่านี้มีระดับจิตวิญญาณต่ำกว่า 70% อย่างมาก และไม่มีความสามารถในการเข้าถึงจิตสากลหรือปัญญาสากล ในบางกรณี บุคคลเหล่านี้อาจมีพลังทางจิตวิญญาณบางอย่างที่ได้มา ซึ่งช่วยให้สามารถดึงดูดผู้คนจำนวนมากได้

ตัวอย่างเช่น บุคคลที่มีระดับจิตวิญญาณอยู่ที่ 50% อาจสามารถรักษาโรคได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยพลังทางจิตวิญญาณที่สะสมมาจากการปฏิบัติทางจิตวิญญาณในอดีตชาติ                 แต่เนื่องจากมนุษย์ส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมีระดับจิตวิญญาณเพียง 20–25% จึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าบุคคลนั้นเป็นนักบุญหรือไม่  ผู้คนจึงมักหลงเชื่อและติดตามผู้ที่สามารถรักษาโรคหรือแสดงปาฏิหาริย์ได้

เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลทั่วไป เราได้จัดทำรายการคุณลักษณะบางประการของกูรูที่ไม่แท้จริง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยสติปัญญา โดยอิงจากพฤติกรรมที่บุคคลเหล่านี้แสดงออกมาและเปิดโปงตัวตนของตนเองผ่านการกระทำของพวกเขาเอง

1. กูรูที่สร้างความรู้สึกต่ำต้อยให้ผู้อื่น และพยายามโอ้อวดความยิ่งใหญ่ของตนเอง

มีนักบุญองค์หนึ่งซึ่งมักจะถามชื่อและอายุของผู้ที่มากราบไหว้ท่านทุกคน   เมื่อผู้มาเยือนตอบ ท่านจะกล่าวว่า “ทั้งสองคำตอบผิด — ชื่อและอายุเป็นของร่างกาย   แต่แท้จริงแล้วคุณคือดวงจิต ซึ่งไม่มีชื่อ ไม่มีอายุ”  จากนั้นเขาจะพูดเรื่องจิตวิญญาณต่อ และถามว่า “คุณได้ปฏิบัติธรรมทางจิตวิญญาณบ้างหรือเปล่า?”  ถ้ามีใครตอบว่า “ปฏิบัติอยู่”  เขาจะถามต่อว่า “ปฏิบัติแบบไหน?”  ถ้าตอบว่า “แบบที่กูรูของข้าพเจ้าสอน”  เขาจะพูดว่า “คุณยังตอบคำถามง่าย ๆ เรื่องชื่อกับอายุไม่ได้ แล้วกูรูของคุณจะสอนอะไรคุณได้? มีแต่กูรูที่แท้จริงเท่านั้นที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้   มาหาฉันเถอะ ฉันจะสอนคุณเอง”

สำหรับกูรูเทียมเช่นนี้ ควรตอบกลับไปว่า “คำถามของท่านไม่มีสาระเลย!  ท่านถามชื่อและอายุเพราะท่านเองยังยึดติดกับความเป็นร่างกาย (เดหพุทธี – dehabuddhi)  ข้าพเจ้าจึงตอบไปจากมุมมองของร่างกายเช่นกัน”

กูรูประเภทใดกันที่แม้แต่แรกพบยังไม่สามารถรู้ได้เลยว่า บุคคลผู้นี้มีครูอยู่แล้วหรือไม่ หรือกำลังปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างเหมาะสมหรือไม่?

2. ผู้ที่ยังมีความยึดติดในทรัพย์สินและผู้หญิง

3. ผู้ที่สร้างภาพลักษณ์เทียม

มีกูรูคนหนึ่งไม่ยอมใส่นาฬิกาโดยอ้างว่าไม่ต้องการถูกจำกัดด้วยเวลาและสายรัดนาฬิกา
แต่ทุก ๆ สิบห้าถึงยี่สิบนาที เขากลับถามผู้อื่นว่า “ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”

4. ผู้ที่กระหายชื่อเสียง

บางคนที่อยากเป็นที่รู้จักในฐานะกูรู และมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณอยู่บ้าง  จึงแนะนำแนวทางปฏิบัติทางจิตวิญญาณหลายรูปแบบให้ผู้อื่น   แต่ในความเป็นจริง พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามที่ตนเองสอน  จึงพบว่าผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณที่ทำตามคำแนะนำนั้นกลับเจริญก้าวหน้า  แต่ตัวกูรูกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่

5. ผู้ที่ทำให้ศิษย์ต้องพึ่งพาตนตลอดเวลา

กูรูบางคนกลัวว่าหากสอนความรู้ทางจิตวิญญาณทั้งหมดให้กับศิษย์แล้ว  ตนเองจะหมดความสำคัญ  จึงปิดบังความรู้บางส่วนไว้ และไม่ถ่ายทอดให้ศิษย์ทั้งหมด

9. สรุป

ประเด็นสำคัญที่ควรนำไปใช้จากบทความนี้ ได้แก่:

  • กูรูคือผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีระดับจิตวิญญาณเกินกว่า 70%
  • อย่าออกค้นหากูรูด้วยตนเอง เพราะส่วนใหญ่แล้ว เราจะยังไม่มีวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณพอที่จะจำแนกได้อย่างแท้จริงว่าผู้ที่เราศรัทธานั้นคือกูรูแท้หรือไม่
  • จงมุ่งมั่นในการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าการปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับหกกฎพื้นฐานของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ   สิ่งนี้จะช่วยให้เราพัฒนาไปถึงจุดที่มีวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณเพียงพอที่จะไม่หลงเชื่อกูรูเทียม
  • ไม่มีผู้ใดสามารถบรรลุถึงความเป็นนักบุญ (ระดับจิตวิญญาณ 70%) ได้ หากปราศจากพระเมตตาของกูรู