เทคนิคออโตซักเจสชัน A1

Man surrounded by laundry thinks about, how he can overcome his laziness and break the bad habit of postponing ironing his clothes

1. บทนำสู่เทคนิคออโตซักเจสชัน A1

การกระทำ, คำพูด และความคิดของเรามีพลังในการส่งผลกระทบไม่เพียงต่อเราเอง แต่ยังรวมถึงผู้คนที่เราเกี่ยวข้องด้วย ในด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก, จุดประกายแรงบันดาลใจ และกระตุ้นทั้งตัวเราและผู้อื่นได้ แต่อีกด้านหนึ่ง หากการกระทำ, คำพูด และความคิดของเราไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้ผู้อื่นหมดกำลังใจ, ไม่ได้รับการยอมรับ หรือเกิดบาดแผลได้ แม้ว่าเราจะพยายามอย่างดีที่สุด และมีเจตนาดีเพียงใด ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต เราจะต้องทำผิดพลาดหรือทำได้ไม่ดีพอ ความผิดพลาดเหล่านี้อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น มาทำงานสาย แล้วเพิ่งนึกออกด้วยความหงุดหงิดว่าเราลืมกุญแจรถไว้ในห้องหลังจากลงลิฟต์มาสิบชั้น หรือบางครั้งก็เป็นความผิดพลาดใหญ่ เช่น การตัดสินใจผิดพลาดจนทำให้เราสูญเสียลูกค้ารายสำคัญ ท้ายที่สุด ความผิดพลาดทุกอย่างล้วนทำให้เกิดความเครียดและความไม่สบายใจในระดับใดระดับหนึ่ง อาจทำให้ความสัมพันธ์เสียหาย, สูญเสียเงิน, เสียเวลา และพลังงาน

แต่ละคนมีวิธีจัดการกับความไม่สบายใจเหล่านี้แตกต่างกัน หลายครั้งผู้คนต้องการผ่านความผิดพลาดไปอย่างรวดเร็ว จึงไม่ค่อยใช้เวลาคิดทบทวน แต่ในอีกมุมหนึ่ง บางคนเลือกที่จะสะท้อนและเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อพัฒนาตนเอง, แก้นิสัยที่ไม่ดี และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น แม้เราจะสำเร็จได้บางส่วน แต่ก็มักพบว่าตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างสมบูรณ์ สาเหตุที่การกระทำ, ความคิด และอารมณ์ที่ไม่ถูกต้องของเรายังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ก็เพราะว่ามันเกิดจากรอยประทับ (impressions) ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา และการจะขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้ จำเป็นต้องใช้พลังงานทางจิตวิญญาณ

จิตแพทย์และโค้ชด้านการพัฒนาตนเองได้ศึกษาวิธีที่มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างละเอียด มีงานวิจัยจำนวนมากที่ตีพิมพ์ในหัวข้อนี้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาหรือข้อมูลที่มีอยู่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้น มีเพียงไม่กี่งานที่กล่าวถึงรอยประทับในจิตใต้สำนึก และถึงแม้จะกล่าวถึง ก็ยังอยู่ในระดับผิวเผินเท่านั้น เหตุผลที่เรายังคงประสบกับสถานการณ์เดิม ๆ ที่สร้างความทุกข์ใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพราะรอยประทับด้านลบในจิตใต้สำนึกไม่ถูกแก้ไข จึงยังคงส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเรา เช่น เราโกรธ ทั้งที่รู้ด้วยสติปัญญาว่ามันไม่ช่วยอะไร, เรารู้สึกอิจฉาผู้อื่น ทั้งที่ไม่อยากรู้สึกแบบนั้น, เรามาสายซ้ำ ๆ ทั้งที่รู้ว่ามันทำให้หัวหน้าไม่พอใจ

Autosuggestions (การชี้นำตนเอง) ช่วยส่งพลังงานทางจิตวิญญาณที่จำเป็นต่อการลบล้างรอยประทับด้านลบเหล่านี้ ดังที่ได้อธิบายในบทความก่อนหน้า “Autosuggestion คืออะไร” ว่า เทคนิค Autosuggestion จะเข้าไปจัดการกับรอยประทับในจิตใต้สำนึก ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพได้อย่างถาวรและเป็นเชิงบวก

Autosuggestion มีหลายประเภท เพื่อใช้กับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ในบทความนี้ จะกล่าวถึงเทคนิค A1 ซึ่งใช้เพื่อจัดการกับการกระทำ, ความคิด และอารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ เทคนิค A1 Autosuggestion ยังสามารถใช้เพื่อเอาชนะการเสพติด เช่น การสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์, การพนัน เป็นต้น รวมถึงนิสัยไม่ดี ต่าง ๆ เช่น พูดติดอ่าง, ฉี่รดที่นอน, การกัดเล็บ ฯลฯ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้อธิบายไว้ในหมวดที่ 7

2. ความหมายของเทคนิค A1 Autosuggestion

เทคนิค A1 Autosuggestion ช่วยสร้างความตระหนักรู้ต่อความคิด อารมณ์ และการกระทำที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด และช่วยให้เราสามารถควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้ โดยการให้แนวทางแก้ไขที่ถูกต้องแก่จิตใจ

รูปแบบของ A1 Autosuggestion คือ :

การกระทำ/ความคิด/อารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง + การสร้างความตระหนักรู้ + การควบคุมด้วยการกระทำที่ถูกต้อง

 

ชอบเรียกร้องความสนใจ ความไม่ซื่อสัตย์ / ทุจริต ความหุนหันพลันแล่น ความสมบูรณ์แบบเกินจำเป็น
ความคิดอนุรักษ์นิยมเกินไป ชอบเหม่อลอย / ฝันกลางวัน การตัดสินใจไม่ได้ / ลังเล ความหยิ่งยโส
ทะเยอทะยานเกินไป ความไม่ซื่อสัตย์ / ทรยศ ขาดสมาธิ ความเห็นแก่ตัว
คิดมากเกินไป / วิเคราะห์เกินจำเป็น ความผิดศีลธรรม ความขี้เกียจ ความระแวง
ความอวดดี / ชอบโอ้อวด ความใจร้อน การไม่ตรงต่อเวลา ความไม่เป็นระเบียบ

3. การประยุกต์ใช้โครงสร้างและรูปแบบของเทคนิค A1 Autosuggestion

ด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิค A1 Autosuggestion ได้อย่างไร :

เทคนิค A1 Autosuggestion

ข้อผิดพลาด / จุดบกพร่อง คือการที่เรารู้สึกขี้เกียจล้างจาน และปล่อยให้จานค้างอยู่ในอ่างล้างจานทั้งคืน

  • ดังนั้น ตามรูปแบบของ A1 Autosuggestion ประโยค Autosuggestion จะเป็น :
    เมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกขี้เกียจล้างจาน ฉันจะตระหนักรู้ และล้างจานทันที
  • ประโยค Autosuggestion จะเริ่มต้นด้วยคำว่า “เมื่อใดก็ตามที่…” จากนั้นตามด้วยส่วนของเหตุการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้น (trigger) ซึ่งในตัวอย่างนี้คือ “รู้สึกขี้เกียจล้างจาน”
  • ต่อมาเราจึง สร้างการตระหนักรู้ โดยพูดว่า “ฉันจะตระหนักรู้ถึงมัน” และตามด้วย การกระทำที่ถูกต้อง ซึ่งในที่นี้คือ “และฉันจะล้างจาน”
  • ขึ้นอยู่กับลักษณะบุคลิกภาพของแต่ละคน เราสามารถปรับถ้อยคำเล็กน้อยได้ เช่น บางคนอาจต้องเพิ่มคำว่า “ทันที” เพื่อกระตุ้นให้ลงมือทำเร็วขึ้น ส่วนบางคนอาจรู้สึกกดดันหรือเกิดความกังวล ก็สามารถตัดคำนี้ออกได้

4. จะเลือกใช้เทคนิค A1 Autosuggestion เมื่อไหร่?

มาดูสถานการณ์หรือประเภทของข้อผิดพลาดที่เหมาะกับเทคนิค A1

เทคนิค A1 ใช้ได้กับการกระทำ ความคิด และอารมณ์ใด ๆ ที่ทำให้ตัวเราเองทำผิดพลาด ไม่เป็นไปตามที่ควร

ด้านล่างคือความหมายของพฤติกรรม / ความคิด / อารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง

ข้อผิดพลาด / จุดบกพร่อง คำอธิบาย
การกระทำที่ไม่ถูกต้อง เป็นข้อผิดพลาดในระดับการกระทำทางกายภาพ เช่น ไม่เก็บที่นอนตอนเช้า, ไม่แบ่งอาหารโปรดให้พี่น้อง เป็นต้น
ความคิดที่ไม่ถูกต้อง เกิดขึ้นเมื่อมีความคิดด้านลบหรือความคิดที่ไม่เหมาะสมขึ้นมาโดยไม่มีสิ่งเร้าภายนอก ตัวอย่างเช่น จู่ ๆ มีความคิดว่า “ฉันไม่ใช่นักเรียนที่ดี” หรือ “ฉันจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต” ทั้งที่ไม่มีเหตุผลภายนอกมาทำให้คิดแบบนั้น
อารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง เกิดขึ้นเมื่ออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเด่นชัดในบุคลิกภาพจนทำให้มีความคิดตามมาเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น หาก “ความกังวล” เป็นอารมณ์ที่เด่นในตัวบุคคล คนนั้นจะกังวลเกี่ยวกับหลายสิ่งแบบสุ่มแม้ไม่มีสิ่งกระตุ้นจากภายนอกก็ตาม

โปรดทราบว่า ตัวอย่างข้างต้น ไม่เกี่ยวกับปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง (incorrect reactions) เพราะปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นจากสิ่งเร้าภายนอก และจะไม่ใช้เทคนิค A1 ในกรณีเหล่านั้น สรุปคือ

  • การกระทำ, ความคิด หรืออารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง เกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ภายนอก หากเราทำสิ่งที่ผิด หรือมีความคิด/อารมณ์ที่ผิดเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งเร้าจากภายนอก ให้เลือกใช้ เทคนิค A1
  • ปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง (Incorrect reaction) เกิดขึ้นเมื่อความคิด, การกระทำ หรืออารมณ์ผิด ๆ เกิดขึ้น เพราะมีคนอื่นหรือสถานการณ์มากระตุ้น ตัวอย่าง ถ้ามีคนขับรถช้าขวางหน้า แล้วเรารู้สึกหงุดหงิด นี่คือปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง (กรณีแบบนี้ให้ใช้ Autosuggestion แบบ A2, ไม่ใช่ A1)

ดังนั้น เราเลือกเทคนิค A1 เมื่อเราเป็นผู้ก่อให้เกิดความผิดพลาดเอง และเกิดจากการกระทำ, ความคิด หรืออารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง (ไม่มีสิ่งเร้าภายนอก) แผนผังต่อไปนี้จะแสดงภาพรวมว่าเราควรเลือกใช้เทคนิค A1 เพื่อจัดการความผิดพลาดเมื่อใด

จะเลือกอย่างไรหากจำเป็นต้องทำ Autosuggestion ระดับ A1

ตอนนี้ เมื่อใช้แผนผังด้านบน ตัวอย่างต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นว่าเราจะใช้แผนผังนั้นเพื่อเลือก Autosuggestion แบบ A1 ได้อย่างไร

ความผิดพลาด/ข้อบกพร่อง : เนื่องจากความไม่เป็นระเบียบ ฉันลืมพาสปอร์ตไว้ที่บ้าน และเพิ่งมารู้ตัวเมื่อไปถึงสนามบินแล้ว ส่งผลให้ฉันไม่สามารถขึ้นเครื่องบินระหว่างประเทศได้

คำถามแรกที่ต้องถามเพื่อกำหนดประเภทของออโตซักเจสชัน คือ ข้อบกพร่องของใครเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเครียดในสถานการณ์นี้? ในกรณีนี้คือตัวเราเอง เพราะเราลืมพาสปอร์ต

คำถามถัดมาคือ “ความผิดพลาดนี้เป็นการกระทำ, ความคิด หรืออารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง?” ในตัวอย่างนี้คือการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้น จากการวิเคราะห์ เนื่องจากความผิดพลาดนี้เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องที่เกิดจากตัวเราเอง จึงสามารถใช้ A1 Autosuggestion ได้

รูปแบบการสร้าง A1 Autosuggestion คือ:

การกระทำ/ความคิด/อารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง + การสร้างความตระหนักรู้ + การควบคุมด้วยการกระทำที่ถูกต้อง

Autosuggestion ที่เหมาะสมคือ: เมื่อไรก็ตามที่ฉันกำลังจะออกจากบ้านไปสนามบิน ฉันจะตระหนักรู้ให้ตรวจสอบว่าฉันพกพาสปอร์ตหรือไม่ และฉันจะออกจากบ้านก็ต่อเมื่อหยิบพาสปอร์ตติดตัวแล้วเท่านั้น

5. ตัวอย่าง Autosuggestions แบบ A1

ตัวอย่างของ A1 Autosuggestion ด้านล่างนี้ จัดกลุ่มตามประเภทของการกระทำที่ไม่ถูกต้อง, ความคิดที่ไม่ถูกต้อง, อารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง

เทคนิคออโตซักเจสชัน A1 จาก SSRF Inc.

ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าเราสามารถประยุกต์ใช้ Autosuggestion แบบ A1 ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร การใช้ A1 Autosuggestions ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการกระทำ, ความคิด และอารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง โดยการเพิ่มระดับของสภาวะการตระหนักรู้ (awareness) ส่วนถัดไปคือลำดับขั้นของสภาวะการตระหนักรู้เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเราใช้ A1 Autosuggestions อย่างต่อเนื่อง

6. ลำดับขั้นของการตระหนักรู้เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อเราฝึกใช้ A1 Autosuggestions เพื่อแก้ไขการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ระดับของสภาวะการตระหนักรู้ (awareness) ของเราจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละขั้น ลำดับขั้นของการตระหนักรู้เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ที่เราจะค่อย ๆ ผ่านไปเมื่อใช้ A1

Autosuggestions สามารถจัดเรียงตามระดับสภาวะการรับรู้ความผิดพลาดของแต่ละคนได้ดังนี้:

  1. ตระหนักรู้หลังจากทำผิดไปแล้ว : ในขั้นนี้ เรารู้ตัวว่าได้ทำผิด หลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นไปแล้ว
  2. ตระหนักรู้ระหว่างที่กำลังกระทำผิด : ที่ขั้นนี้ เรารู้ตัวว่าเรากำลังทำสิ่งที่ผิดในขณะกำลังทำมันอยู่
  3. ตระหนักรู้ก่อนเกิดความผิด แต่ยังหยุดตัวเองไม่ได้ : ที่ขั้นนี้ เรารู้ล่วงหน้าว่าเรากำลังจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังไม่สามารถควบคุมตัวเองเพื่อหยุดพฤติกรรมนั้นได้
  4. ตระหนักรู้ก่อนทำผิด และสามารถหยุดตัวเองได้ : ขั้นสูงสุด — เรารู้ทันก่อนที่จะทำสิ่งผิด และสามารถควบคุมตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำนั้นได้สำเร็จ

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในขั้นใดของการตระหนักรู้เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง การใช้ A1 Autosuggestions จะช่วยให้คุณค่อย ๆ เลื่อนขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น และสามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดได้ในที่สุด ต่อไปเรามาดูตัวอย่างจากหัวข้อก่อนหน้า เพื่อทำความเข้าใจว่าลำดับขั้นนี้เกิดขึ้นจริงอย่างไรในชีวิตประจำวัน

ลำดับขั้นของการตระหนักรู้เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

ความผิดพลาด / ข้อบกพร่อง : ฉันกินโดนัทช็อกโกแลตชิ้นสุดท้าย ทั้งที่เจคยังไม่ได้กินเลย และฉันก็รู้ว่าเขาชอบโดนัท

  1. ในขั้นแรก คุณจะรู้ตัวว่าทำผิด หลังจากที่กินโดนัทไปแล้ว
  2. ในขั้นที่สอง คุณจะตระหนักรู้ว่ากำลังกินโดนัทอยู่และนั่นเป็นความผิด ในขณะที่กำลังกิน
  3. ในขั้นที่สาม คุณจะรู้ว่าการหยิบโดนัทชิ้นสุดท้ายเป็นเรื่องผิด ขณะกำลังจะหยิบ แต่คุณยังหยุดตัวเองไม่ได้
  4. ในขั้นสุดท้าย คุณจะรู้ ก่อนที่จะหยิบโดนัท ว่าการกินนั้นเป็นสิ่งที่ผิดเพราะเจคยังไม่ได้กินเลย และคุณจะยอมปล่อยให้เจคได้กิน

7. การประยุกต์ใช้เทคนิค A1 Autosuggestion เพื่อเอาชนะการเสพติดและนิสัยไม่ดี

7.1 เอาชนะการเสพติดด้วยการให้ Autosuggestion แบบ A1

การกระทำที่ไม่ถูกต้องรวมถึงการเสพติดและนิสัยไม่ดีด้วย ดังนั้น เทคนิค A1 Autosuggestion จึงสามารถใช้เพื่อเอาชนะพฤติกรรมเหล่านี้ได้ รายละเอียดวิธีการทำมีอธิบายต่อไปนี้

หลายคนรู้จักใครบางคนที่มีปัญหาการเสพติด เราอาจรู้สึกช่วยอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคนที่เรารักไม่สามารถถอนตัวจากการเสพติดได้ บ่อยครั้ง คนที่เสพติดมักปฏิเสธปัญหาของตนเอง และถึงแม้จะยอมรับว่าตนมีปัญหา ก็ยังรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้และไม่สามารถเลิกได้จริง โชคไม่ดีที่วิธีบำบัดทั่วไปมักมีอัตราความสำเร็จต่ำมาก โดยมีอัตราการกลับไปเสพซ้ำมากกว่า 90% สำหรับสารเสพติดบางประเภท (Smyth, 2010) แต่ด้วยการใช้วิธีการรักษาด้านพลังงานจิตวิญญาณร่วมกับ A1 Autosuggestions อย่างเหมาะสม อัตราความสำเร็จในการเลิกเสพติดสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผู้เสพติดสามารถก้าวข้ามปัญหานี้ได้จริง

เนื่องจากการเสพติด ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น Autosuggestion ที่เราต้องใช้จะ เปลี่ยนไปตามระดับของการตระหนักรู้ ตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อที่ 5 ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง Autosuggestion สำหรับการเลิกสูบบุหรี่ ตามแต่ละระดับของการตระหนักรู้ ที่สามารถใช้ได้

ลำดับขั้นของการตระหนักรู้ในการสูบบุหรี่

  1. Aตระหนักรู้หลังจากสูบบุหรี่แล้ว: เมื่อใดก็ตามที่ฉันสูบบุหรี่เสร็จ ฉันจะตระหนักถึงผลเสียของการสูบบุหรี่
  2. ตระหนักรู้ขณะสูบบุหรี่: เมื่อใดก็ตามที่ฉันกำลังสูบบุหรี่ ฉันจะตระหนักถึงผลเสียของการสูบบุหรี่ และฉันจะหยุดสูบบุหรี่
  3. ตระหนักรู้ก่อนสูบบุหรี่แต่ยังหยุดไม่ได้: เมื่อใดก็ตามที่ฉันกำลังจะสูบบุหรี่ ฉันจะตระหนักถึงผลเสียของการสูบบุหรี่ และฉันจะวางบุหรี่ลง
  4. ตระหนักรู้ก่อนสูบบุหรี่และหยุดตัวเองได้: เมื่อใดก็ตามที่ฉันเกิดความอยากสูบบุหรี่ ฉันจะตระหนักถึงผลเสียของการสูบบุหรี่ และฉันจะสามารถเอาชนะความอยากนั้นได้

ผู้ที่พยายามเลิกสูบบุหรี่สามารถประเมินระดับการตระหนักรู้ของตนเอง แล้วเลือก Autosuggestion ที่เหมาะสมได้ เมื่อระดับการตระหนักรู้เพิ่มขึ้น ก็สามารถปรับ Autosuggestion ให้สอดคล้องตามนั้นได้ Autosuggestion สำหรับการเสพติดอื่น ๆ เช่น แอลกอฮอล์, ยาเสพติด, การพนัน ฯลฯ ก็สามารถสร้างขึ้นในรูปแบบเดียวกันนี้ได้

7.2 การเอาชนะอาการพูดติดอ่าง (stammering)

Autosuggestion สามารถช่วยเอาชนะอาการพูดติดอ่างได้ลองจินตนาการว่าคุณกำลังไปสัมภาษณ์งาน ทุกอย่างเป็นไปได้ดีกว่าที่คิด คุณตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์ได้ดีทุกข้อ แต่แล้วหัวใจก็หล่นวูบลงเมื่อผู้สัมภาษณ์ถามคำถามหนึ่งที่คุณไม่สามารถตอบได้อย่างเหมาะสม คุณพยายามตอบ และทันทีที่พยายามพูด คุณก็เกิดอาการพูดติดอ่าง แบบที่คุณรู้ตัวอยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น ด้วยความสิ้นหวัง คุณเริ่มรู้สึกว่า โอกาสได้งานนี้อาจพังเพราะเรื่องเล็ก ๆ เพียงครั้งเดียว

นิสัยไม่ดีสามารถสร้างความอับอายและดึงพลังงานจิตใจของเราไปมาก ดังที่ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็น มันอาจส่งผลร้ายแรงยิ่งกว่า เช่น ขัดขวางความก้าวหน้าในอาชีพ คนจำนวนมากที่มีนิสัยเช่นนี้ อยากแก้ไขอย่างจริงจัง แต่การเปลี่ยนด้วยความตั้งใจเพียงอย่างเดียวมักเป็นเรื่องยาก เพราะคนเรามักทำตามนิสัยโดยไม่รู้ตัว เช่น บางคนกัดเล็บเวลาเครียด และเพิ่งรู้ตัวเมื่อเห็นเล็บภายหลัง หรือแม้รู้ตัวว่ากำลังกัดเล็บ ความอยาก (จากระดับจิตใต้สำนึก) ก็อาจรุนแรงกว่าความตั้งใจที่อยากหยุดนิสัยนั้น เทคนิค A1 Autosuggestion สามารถช่วยแก้นิสัยไม่ดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ นิสัยที่ไม่ดีก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน ดังนั้น เราจึงสามารถสร้าง Autosuggestion ตามระดับของความตระหนักรู้ของเรา ได้ในลักษณะเดียวกับที่ใช้สำหรับการเสพติดในหัวข้อ 7.1 ตัวอย่าง Autosuggestion เพื่อแก้อาการพูดติดอ่างมีดังนี้

  1. ตระหนักหลังจากพูดติดอ่าง: เมื่อใดก็ตามที่ฉันพูด ‘ต-ต-ต’ หลังจากพูดเร็ว ฉันจะตระหนักรู้ทันที
  2. ตระหนักระหว่างที่กำลังพูดติดอ่าง: เมื่อใดก็ตามที่ฉันกำลังพูด ‘ต-ต-ต’ ระหว่างพูดเร็ว ฉันจะตระหนักรู้ และสามารถแก้ไขได้ จากนั้นฉันจะหายใจเข้า แล้วพูดอย่างถูกต้อง
  3. ตระหนักก่อนจะพูดติดอ่างแต่ยังหยุดไม่ได้: เมื่อใดก็ตามที่ฉันกำลังจะพูด ‘ต-ต-ต’ ระหว่างพูดเร็ว ฉันจะตระหนักรู้ว่ากำลังจะทำผิด และฉันจะแก้ไขมันทันที

ในกรณีของอาการพูดติดอ่าง จะไม่มีระดับที่ 4 คือการรู้ก่อนล่วงหน้าพร้อมหยุดได้ เพราะคนเราไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะพูดติดอ่าง การระบุว่า “พูดเร็ว” สามารถเปลี่ยนตามสาเหตุจริงของแต่ละคน เช่น ถ้าติดอ่างเฉพาะตอนออกเสียงตัว “บ” ก็สามารถใส่รายละเอียดนั้นใน Autosuggestion ได้

ไม่ว่าบุคคลจะมีปัญหาพูดติดอ่างหรือนิสัยเสียอื่น ๆ ก็สามารถแก้ได้ด้วยการสร้าง Autosuggestion ตามโครงสร้างนี้ โดยพิจารณาว่ามีระดับความตระหนักรู้กี่ระดับ แล้วเลือกทำ Autosuggestion ให้เหมาะสมกับระดับนั้น

8. บทสรุป

เมื่อเราเริ่มแก้ไขการกระทำ, ความคิด และอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม ความสัมพันธ์, การปฏิสัมพันธ์ และบุคลิกภาพของเราจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ดังที่พลเรือเอก William H. McRaven เคยกล่าวว่า “ถ้าอยากเปลี่ยนโลก เริ่มต้นด้วยการเก็บเตียงของคุณก่อน” เทคนิค A1 Autosuggestion ช่วยเติมแรงกระตุ้นเชิงบวกให้กับจิตใจ ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างแท้จริง เมื่อจิตใจเริ่มถูกชำระให้บริสุทธิ์ เราก็จะสัมผัสได้ถึงความคิดเชิงบวกมากขึ้น และมีบุคลิกที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขอเชิญคุณลองนำเทคนิคนี้ไปใช้ แล้วคุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ของชีวิตที่สดใสขึ้นด้วยตัวเอง