
เนื้อหา
1. บทนำสู่เทคนิคการชักจูงตนเองแบบ B1
ในแต่ละวัน เราต้องรับมือกับสถานการณ์กดดันไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นการต้องฝ่ารถติดไปทำงาน, ความกังวลเรื่องสุขภาพ, การเงิน, ความไม่เข้าใจกันภายในครอบครัว หรือการต้องเผชิญหน้ากับหัวหน้าที่เข้มงวดทุกวัน และรายชื่อปัญหาก็ยังยาวขึ้นเรื่อย ๆ แล้วยิ่งไปกว่านั้น หากลูกของคุณจู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้มีสอบสำคัญ หรือทะเลาะกับพี่น้องจนบ้านปั่นป่วน หรือคุณมีลูกน้องที่ทำงานช้า, ขาดความรับผิดชอบ และผลักงานให้คุณจัดการตลอด นี่แหละคือจุดที่เรามักระเบิดอารมณ์ และปล่อยให้สถานการณ์ควบคุมเรา
เราพยายามแก้ปัญหาตามความเข้าใจของเราเอง, ตามรอยประทับที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก และจากประสบการณ์ชีวิตที่เคยผ่านมา แต่ในหลายกรณี แทนที่ปัญหาจะคลี่คลาย เรากลับ เครียดระหว่างแก้ปัญหา หรือเครียดหนักกว่าเดิมในตอนจบ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไขจริงจัง เราจึงลงท้ายด้วยการโทษคนอื่น หรือโทษสถานการณ์ และสิ่งนี้เองที่กลายเป็นรากฐานของจิตใจที่ไม่มั่นคง
มีวิธีใดบ้างที่จะควบคุมอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้น เมื่อคนอื่น (เช่น ลูก หรือผู้ใต้บังคับบัญชา) กำลังกดปุ่มอารมณ์เรา และพวกเขาเป็นฝ่ายผิด? ตามกระบวนการกำจัดข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพ (Personality Defects Removal Process) มีเทคนิคทางจิตวิญญาณที่เรียกว่า เทคนิคการชักจูงตนเองแบบ B1 ซึ่งช่วยเพิ่มการตระหนักรู้ในตนเอง และการมองกลับเข้าภายใน พร้อมทั้งสอนให้เรามีการยับยั้งชั่งใจ เพื่อให้สามารถกระทำได้อย่างแม่นยำ, สุขุม และสงบ แม้ว่าความผิดพลาดนั้นจะเกิดจากคนอื่นก็ตาม
2. ความหมายของเทคนิคการชักจูงตนเองแบบ B1
เทคนิค B1 ถูกใช้เพื่อลดความเครียดทางใจ โดยการจัดการกับข้อบกพร่องหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้อื่น หรือโดยการปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้ดีขึ้น สำหรับการชักจูงตนเองประเภทนี้ บุคคลที่เป็นต้นเหตุของปัญหาต้องอยู่ในสถานะที่ต่ำกว่าเรา หรืออยู่ภายใต้การดูแลของเรา เช่น ลูก, ลูกศิษย์, ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือคนที่เปิดรับคำแนะนำจากเราได้ แม้ความผิดจะไม่ได้เกิดจากตัวเรา แต่การชักจูงตนเอง เหล่านี้ช่วยให้เราจัดการกับปฏิกิริยาอารมณ์ภายในของเราเอง เพื่อไม่ให้เราโกรธ, หงุดหงิด หรือแสดงออกเกินกว่าเหตุ ในเทคนิคนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะสนทนากับอีกฝ่าย และสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือสถานการณ์ได้บ้างในระดับหนึ่ง เช่น การอธิบายซ้ำ ๆ, การให้คำชี้แนะ, การลงโทษที่เหมาะสม เป็นต้น เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงพฤติกรรมในผู้ที่เราดูแลหรือรับผิดชอบ ดังนั้น เทคนิคนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ที่ต้องจัดการพฤติกรรมของลูก, ผู้นำองค์กร / หัวหน้างานที่ต้องบริหารผู้ใต้บังคับบัญชา
2.1 รูปแบบการสร้างการชักจูงตนเองแบบ B1
รูปแบบของเทคนิค B1 คือ :
ดังนั้น ในกรณีตัวอย่างของความผิดพลาดที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ การชักจูงตนเองที่สามารถใช้ได้อาจมีรูปแบบดังนี้ :

ข้อผิดพลาดคือ ฉันรู้สึกโกรธนิโคล (น้องสาวของฉัน) ที่ไม่รักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้าน
- ดังนั้น ตามรูปแบบของการชักจูงตนเองแบบ B1 ข้อความออโตซัเจสชันจะเป็น:
“เมื่อใดก็ตามที่ฉันเห็นว่านิโคลทำให้บ้านไม่เป็นระเบียบ ฉันจะบอกเธออย่างสงบว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรักษาความเรียบร้อย เพราะไม่เช่นนั้นพลังงานของบ้านจะถูกรบกวนได้” - ออโตซัเจสชันเริ่มต้นด้วยคำว่า “เมื่อใดก็ตามที่…” จากนั้นตามด้วยเหตุการณ์กระตุ้นอารมณ์ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยาของเรา ในที่นี้คือนิโคลทิ้งเสื้อผ้าไว้ทั่วบ้าน
- จากนั้นจึงตามด้วยการกระทำที่เราสามารถทำได้เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างสงบ—คือ ฉันจะบอกเธออย่างสงบว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรักษาบ้านให้เป็นระเบียบ ไม่เช่นนั้นพลังงานของบ้านจะถูกรบกวน คำว่า “ฉันจะบอกเธออย่างสงบ” เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะทำให้เรากลับมามุ่งเน้นที่ตัวเองและสิ่งที่เราสามารถพัฒนาได้
3. วิธีตัดสินใจว่าเมื่อใดควรใช้เทคนิคการชักจูงตนเองแบบ B1
เทคนิคการชักจูงตนเองแบบ B1 ใช้เมื่อความผิดพลาดเกิดจากผู้อื่น และเรามีปฏิกิริยาอารมณ์ตอบสนองต่อสิ่งนั้น ด้านล่างเป็นตัวอย่างของข้อผิดพลาดลักษณะนี้ และ ข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพที่เป็นสาเหตุให้เรามีปฏิกิริยาอารมณ์ตอบสนอง
| ความผิดพลาดหรือสถานการณ์ | ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องในบุคลิกภาพของเรา | |
| 1 | ลูกไม่ยอมเรียนทั้งที่บอกหลายครั้งแล้ว | ความโกรธ, ความคาดหวัง |
| 2 | ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ตรงต่อเวลาแม้จะถูกเตือนหลายครั้งแล้ว | อคติ, ความโกรธ |
| 3 | คนรับใช้ขอขึ้นเงินเดือนซ้ำ ๆ | ความกังวล, ความโกรธ |
| 4 | นักเรียนประพฤติตัวไม่ดีในห้องเรียน | ความโกรธ, การบ่น |
| 5 | สามีไม่ช่วยงานบ้าน | ความโกรธ, อคติ, การบ่น, ความอ่อนไหวทางอารมณ์ |
| 6 | ภรรยาไม่ประหยัด | อคติ, โทษผู้อื่น |
| 7 | ลูกวัยรุ่นเล่นวิดีโอเกมบ่อยเกินไป | ความกังวล, ความคาดหวัง |
| 8 | น้องชาย/น้องสาวใช้เวลาและเงินไปกับการเข้าสังคมมากเกินไป | ความอ่อนไหวทางอารมณ์, ความคาดหวัง |
สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในตัวอย่างทั้งหมดที่กล่าวมาคือ สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือควบคุมได้ เช่น เด็กที่ไม่ยอมเรียนแม้จะบอกหลายครั้ง ก็สามารถปรับแก้ได้ ไม่ว่าจะด้วยความรัก, ความอดทน, ความเข้าใจ หรือแม้แต่การลงโทษ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพของเด็กเป็นสำคัญ ในทำนองเดียวกัน น้องชายหรือน้องสาวที่ใช้เวลาและเงินไปกับการเข้าสังคมมากเกินไป ทั้งที่ควรจริงจังกับอนาคต ก็เป็นพฤติกรรมที่สามารถปรับได้ โดยใช้วิธีพูดคุยอย่างจริงใจ หรือการเข้มงวดตามความเหมาะสม
ตัวกระตุ้นความเครียดที่กล่าวมานั้นไม่ใช่ทั้งหมด แต่เป็นสถานการณ์ที่เราพบเจอเป็นครั้งคราว และปฏิกิริยาที่เราแสดงออกมักสะท้อนข้อบกพร่องเด่นในบุคลิกภาพของเรา เราบางครั้งอาจแสดงปฏิกิริยาออกมาอย่างชัดเจน บางครั้งอาจเก็บไว้ภายใน แต่ในทุกกรณี สภาพจิตจะไม่มั่นคง และรอยประทับใจเชิงลบในจิตใต้สำนึกจะฝังลึกขึ้น ที่สำคัญคือ สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างมาก บางครั้งอาจสร้างความเสียหายที่แก้ไม่ได้ และกระทบต่อหน้าที่การงานด้วย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องมุ่งเน้นการเฝ้าดูปฏิกิริยาของตนเอง และค้นหาข้อบกพร่องรากเหง้าที่เป็นสาเหตุของความเครียดนั้น
4. วิธีเลือกและวิเคราะห์การใช้เทคนิคการชักจูงตนเองแบบ B1
ผังงานต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นอย่างเป็นภาพว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเลือกใช้เทคนิคการให้คำแนะนำกับตนเองแบบ B1 เพื่อแก้ไขความผิดพลาดในสถานการณ์ต่าง ๆ

ขอยกตัวอย่างด้านล่างเพื่ออธิบายให้เห็นภาพว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเลือกใช้ เทคนิคการชักจูงตนเองแบบ B1
ความผิดพลาด: ฉันรู้สึกหงุดหงิดและตกใจ เมื่อครูผู้สอนบอกว่าลูกชายของฉัน ไรอัน ไม่ได้ทำการบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เขาโกหกฉันว่าทำเสร็จแล้ว
- คำถามแรกที่เราต้องถามเพื่อกำหนดประเภทของการชักจูงตนเองคือ ข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพของใครเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเครียดในสถานการณ์นี้ หรือใครคือผู้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดนี้?
คำตอบ: คนอื่น (ลูกชายของฉัน ไรอัน) เพราะเขาโกหกเรื่องการทำการบ้าน
- คำถามต่อไปที่เราจะถามคือ ความผิดพลาดนี้เกิดจากการกระทำ/ความคิด/อารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือเกิดจากปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง?
คำตอบ: เป็นปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง
ดังนั้น จากการวิเคราะห์ เนื่องจากความผิดครั้งนี้เป็นปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง เกิดจากผู้อื่น (ซึ่งอยู่ในสถานะด้อยกว่า เช่น ลูก และสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การพูดคุยกับเขา} การตักเตือน หรือการลงโทษอย่างเหมาะสม) ดังนั้น จึงสามารถใช้การชักจูงตนเองแบบ B1 ได้
รูปแบบ คือ :
ดังนั้น ในกรณีของความผิดพลาดที่กล่าวไว้ก่อนหน้า สามารถใช้การชักจูงตนเอง ดังต่อไปนี้
การชักจูงตนเองที่แนะนำ: “เมื่อใดก็ตามที่ครูผู้สอนบอกฉันว่าลูกชายของฉัน ไรอัน ไม่ได้ทำการบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ฉันจะตระหนักว่าเขาอาจมีอุปสรรคบางอย่างหรือรู้สึกท่วมท้นด้วยอะไรบางอย่าง ฉันจะคุยกับเขาอย่างใจเย็นและช่วยเขาทำการบ้านให้เสร็จ”
5. ตัวอย่างการชักจูงตนเองแบบ B1
ในส่วนนี้ เราจะนำเสนอตัวอย่างหลากหลายสถานการณ์ที่สามารถใช้การชักจูงตนเองแบบ B1 ได้ พร้อมวิธีการสร้างประโยคการชักจูงตนเองให้เหมาะกับสถานการณ์นั้น ๆ
6. บทสรุป
ผู้ใต้บังคับบัญชา, พี่น้อง และลูกหลานต่างพึ่งพาเราเพื่อขอการสนับสนุนและกำลังใจ แต่คำถามสำคัญคือ เราเองสามารถคงความอดทนและความมั่นคงได้หรือไม่ เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทุกคนย่อมอยากเปลี่ยนแปลงคนอื่นหรือสถานการณ์ที่ทำให้เราไม่มีความสุข แต่ความจริงคือ วิธีเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงผู้อื่นได้ คือการหันกลับมามองข้อผิดพลาดของตนเอง พร้อมกับมองสถานการณ์ด้วยจิตใจที่เป็นกลางและกว้างขึ้น เทคนิคการให้คำแนะนำกับตนเองแบบ B1 จึงช่วยฝึกให้เราทำงานกับปฏิกิริยาของตัวเอง ทำให้เรามีความอดทนต่อผู้อื่นมากขึ้น
การให้คำแนะนำกับตนเอง ช่วยปรับแต่งบุคลิกภาพของเราให้ดีขึ้น เพราะว่า “บุคลิกภาพที่ดีในอุดมคติ คือบุคลิกภาพที่มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด มีความมั่นคงแม้อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก, สามารถฟันฝ่าอุปสรรค, มีความคิดในเชิงอุดมคติและมองโลกในแง่ดี และสามารถส่งเสริมให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือเหมาะสมได้”