
เนื้อหา
1. บทนำ
การชี้นำตนเอง (Autosuggestions) เป็นส่วนสำคัญที่สุดของกระบวนการกำจัดข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ เพราะมันเป็นการแก้ปัญหาของความคิดหรือปฏิกิริยาเชิงลบของจิตใจเราโดยธรรมชาติแล้ว จิตของเรามักจะวนเวียนอยู่ในวงจรของความคิดลบ หรือความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง การชี้นำตนเองจึงช่วยลบล้างแนวโน้มเชิงลบเหล่านั้น เพื่อไม่ให้ปฏิกิริยาที่ผิดพลาดจากข้อบกพร่องของบุคลิกภาพเกิดขึ้นซ้ำอีก และช่วยให้เรามีพฤติกรรมที่เหมาะสมมากขึ้น การชี้นำตนเองมุ่งตรงเข้าไปแก้ไขรากเหง้าของความคิดเชิงลบ, เปลี่ยนความคิดเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังบวก เมื่อจิตเปลี่ยน พฤติกรรมของเราก็จะปรับตัวดีขึ้นโดยอัตโนมัติ นี่คือวิธีการบำบัดเชิงวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วตามกาลเวลาว่าสามารถช่วยลดข้อบกพร่องของบุคลิกภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเราเริ่มต้นกระบวนการกำจัดข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ เราจะเริ่มจากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง สังเกตว่าตนเองทำผิดพลาดที่ระดับความคิด, การกระทำ หรืออารมณ์ อย่างไรบ้าง การเขียนบันทึกประจำวันจะช่วยให้เราเข้าใจลักษณะนิสัยของตนเองได้ชัดเจนขึ้นทั้งด้านบวก (คุณลักษณะดี) และด้านลบ (ข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ) หลังจากจดบันทึกข้อผิดพลาดหรือการสังเกตตนเองเป็นเวลาประมาณ 10–15 วัน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น เช่น เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว เราจะเริ่มเห็นได้ว่าข้อบกพร่องใดเกิดขึ้นบ่อยที่สุด และข้อบกพร่องใดส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นมากที่สุด จากความเข้าใจนี้ เราจะสามารถเลือกข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ 1 ถึงสูงสุด 3 ข้อ เพื่อทำงานแก้ไขในช่วงเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปสามารถทำงานกับข้อบกพร่องชุดนั้นได้เป็นระยะเวลา 2–3 เดือน เมื่อเลือกข้อบกพร่อง 1–3 ข้อที่สำคัญที่สุดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างข้อความชี้นำตนเอง (Autosuggestions) ที่เหมาะสมกับแต่ละข้อบกพร่องนั้น ต่อไปนี้คือ วิธีการหรือเทคนิคต่าง ๆที่เราสามารถใช้ในการสร้างข้อความชี้นำตนเอง

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราได้เลือกข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ (Personality Defects) จำนวน 3 ข้อ ที่ต้องการทำงานแก้ไข ได้แก่ ความกลัว, ความกังวล, ความไม่เป็นระเบียบ จากนั้น เราจะเลือกข้อผิดพลาดหรือสถานการณ์จริงอย่างละหนึ่งกรณีจากบันทึกในสมุด PDR Diary ที่สะท้อนให้เห็นว่าข้อบกพร่องแต่ละข้อปรากฏออกมาอย่างไร
ตัวอย่าง
- ข้อผิดพลาด/ข้อบกพร่อง – ความกลัว : ฉันรู้สึกกลัวที่จะไปเจอเพื่อน ๆ ในงานวันเกิดของน้องชาย (John) เพราะคิดว่าพวกเขาจะมองฉันแย่ลง เนื่องจากฉันยังหางานทำไม่ได้ ฉันพยายามหาข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องไปงานนั้น
- ข้อผิดพลาด/ข้อบกพร่อง – ความกังวล : เมื่อแซม (หุ้นส่วนธุรกิจของฉัน) โกงฉัน ฉันรู้สึกเสียใจมากและกังวลว่าชีวิตในอนาคตของฉันจะเป็นอย่างไร
- ข้อผิดพลาด/ข้อบกพร่อง – ความไม่เป็นระเบียบ : ฉันลืมหนังสือเดินทางไว้ที่บ้าน และเพิ่งรู้ตัวตอนเดินทางมาถึงครึ่งทางไปสนามบิน ทำให้ฉันเกือบพลาดเที่ยวบินระหว่างประเทศ
2. วิธีเลือกเทคนิคการชี้นำตนเอง
มีเทคนิคการชี้นำตนเองหลายประเภท ซึ่งเลือกใช้แตกต่างกันไปตามลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แผนผังด้านล่างจะแสดงให้เห็นว่าเราสามารถตัดสินใจเลือกเทคนิคที่เหมาะสม เพื่อจัดการกับความคิด, อารมณ์, การกระทำ หรือปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง ได้อย่างไร

หลังจากที่เราเลือกข้อผิดพลาดที่สะท้อนให้เห็นข้อบกพร่องของบุคลิกภาพที่เราต้องการแก้ไขแล้ว ขั้นตอนถัดไปในการตัดสินใจเลือก“ประเภทของเทคนิคการชี้นำตนเอง (Autosuggestion Technique) คือการตั้งคำถามว่า —
“ใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดนี้ หรือข้อบกพร่องของใครเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความผิดพลาดหรือความเครียดในสถานการณ์นี้ — ตัวฉันเอง หรือผู้อื่น?”
หากความเครียดเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องในบุคลิกภาพของเราเองเป็นหลัก เราจะใช้เทคนิคแบบ A แต่ถ้าความผิดพลาดเกิดจากผู้อื่น หรือข้อบกพร่องของผู้อื่นเป็นสาเหตุหลักของสถานการณ์หรือความเครียดนั้น เราจะใช้เทคนิคแบบ B
ตัวอย่าง :
ข้อผิดพลาด/ข้อบกพร่อง – ความกลัว : ฉันรู้สึกกลัวที่จะไปพบเพื่อน ๆ ในงานวันเกิดของน้องชาย (John) เพราะคิดว่าพวกเขาจะดูถูกฉัน เนื่องจากฉันยังหางานไม่ได้ ฉันจึงพยายามหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ไปงานนั้น
การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด – เทคนิคแบบ A

ข้อผิดพลาดนี้อาจเกิดจากความคิดที่ไม่ถูกต้อง หรืออารมณ์ที่ไม่ถูกต้องก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะบุคลิกภาพของฉัน เมื่อทำการวิเคราะห์ข้อผิดพลาด สิ่งสำคัญที่สุดที่ใช้ตัดสินว่าเราจะใช้เทคนิคการชี้นำตนเองแบบใด คือคำถามที่ว่า — ข้อบกพร่องของบุคลิกภาพของใครเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดนี้? ในกรณีนี้ ความกลัวอยู่ในจิตใจของฉันเอง
เพื่อนของฉันอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันกำลังมีความคิดแบบนี้ ดังนั้น ความผิดพลาดนี้จึงเกิดจากข้อบกพร่องในบุคลิกภาพของฉันเองเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถใช้เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ A กับข้อผิดพลาดนี้ได้
ข้อผิดพลาด/ข้อบกพร่อง – ความกังวล : เมื่อแซม (หุ้นส่วนธุรกิจของฉัน) โกงฉัน ฉันรู้สึกเสียใจมากและกังวลว่าชีวิตในอนาคตของฉันจะเป็นอย่างไร
การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด : เทคนิคแบบ B

ข้อผิดพลาดนี้เป็นการตอบสนอง (Reaction) เมื่อเราวิเคราะห์ข้อผิดพลาด สิ่งสำคัญที่สุดที่ใช้ตัดสินว่าเราจะใช้เทคนิคการชี้นำตนเองแบบใด คือคำถามที่ว่า — ข้อบกพร่องของบุคลิกภาพของใครเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดนี้? ในกรณีนี้ เพื่อนของฉันเป็นคนโกงฉัน ดังนั้น ข้อบกพร่องของบุคลิกภาพที่เป็นต้นเหตุของสถานการณ์นี้จึงเป็นของเขา ไม่ใช่ของฉัน ดังนั้น เราจึงสามารถใช้เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ B สำหรับข้อผิดพลาดนี้ได้
ข้อผิดพลาด/ข้อบกพร่อง – ความไม่เป็นระเบียบ : ฉันลืมหนังสือเดินทางไว้ที่บ้าน และเพิ่งรู้ตัวเมื่อเดินทางมาถึงครึ่งทางไปสนามบิน เพราะเหตุนี้ ฉันเกือบพลาดเที่ยวบินระหว่างประเทศ
การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด : เทคนิคแบบ A

ข้อผิดพลาดนี้เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง (Incorrect Action) ในกรณีนี้ ความไม่เป็นระเบียบของฉันเองคือสาเหตุของข้อผิดพลาดนี้ เนื่องจากฉันเป็นผู้รับผิดชอบหลักที่ลืมหนังสือเดินทาง จึงเหมาะที่จะใช้เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ A
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการชี้นำตนเองแต่ละประเภท มีอธิบายไว้ด้านล่างนี้
3. ประเภทต่าง ๆ ของเทคนิคการชี้นำตนเอง
3.1 เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ A

A1 – เทคนิคการสะท้อนจิต (Psychofeedback Technique) : เทคนิคนี้ช่วยสร้างความตระหนักรู้ต่อความคิด, อารมณ์ และการกระทำที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด พร้อมทั้งช่วยให้เราสามารถควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้ เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ A1 จะส่งข้อมูลย้อนกลับทางจิตวิทยา (psychological feedback) ไปยังจิตใจ เพื่อบอกว่าจิตควรจะคิด, พูด และกระทำ อย่างไรให้ถูกต้อง เนื่องจากรอยประทับของข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพ (personality defect impressions) ทำให้จิตของเรามีความคิดหรืออารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือกระตุ้นให้เกิดการกระทำที่ผิดพลาด เทคนิค A1 จึงถูกใช้สำหรับข้อผิดพลาดทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับ
ความคิด, อารมณ์ หรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องซึ่งเราต้องรับผิดชอบเอง กล่าวคือข้อบกพร่องของเราคือสาเหตุหลักของความผิดพลาดหรือความเครียดในสถานการณ์นั้น
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิค A1
A2 – เทคนิคการแทนที่การตอบสนอง (Response Substitution Technique) : เทคนิคนี้มีประโยชน์สำหรับเอาชนะการตอบสนองที่ผิดพลาด ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ระยะสั้น โดยปกติไม่เกิน 1–2 นาที ความยาวของเหตุการณ์เป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ใช่ระยะเวลาของปฏิกิริยา ใช้เพื่อเอาชนะปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องของเราเอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการตอบสนองนั้น
ผ่านเทคนิคนี้ เราจะบอกกับจิตใจให้แทนที่การตอบสนองที่ไม่ถูกต้องด้วยการตอบสนองที่เหมาะสม เมื่อเรามีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หรือกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ในทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ มักจะมีการตอบสนองเกิดขึ้นในใจ หรือแสดงออกมาทางพฤติกรรม การตอบสนองที่ไม่ถูกต้องเกิดจากข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ
ในขณะที่การตอบสนองที่ถูกต้อง เกิดจากคุณธรรม โดยการใช้เทคนิคการชี้นำตนเองกับปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง รอยประทับของข้อบกพร่องในจิตใจจะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยรอยประทับของคุณธรรม และนั่นจะทำให้บุคลิกภาพของเราค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางบวก
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิค A2
A3 – เทคนิคการลดความไวเชิงสะกดจิต (Hypnotic Desensitisation Technique) (การซ้อมเหตุการณ์ในจินตนาการ – Rehearsing the Incident in the Mind) : เทคนิคนี้ช่วยเอาชนะปฏิกิริยาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ที่ยาวนานและสร้างความเครียดต่อเนื่อง เช่น เหตุการณ์ที่ใช้เวลามากกว่า 1–2 นาที
ในเทคนิคนี้ เราจะจินตนาการว่าตัวเองสามารถเผชิญสถานการณ์ยาก ๆ ได้สำเร็จ ขณะทำสมาธิหรือสวดมนต์ เมื่อจิตใจได้ซ้อมวิธีเผชิญเหตุการณ์ล่วงหน้าแล้ว เมื่อเหตุการณ์จริงเกิดขึ้น เราจะไม่รู้สึกเครียดอีกต่อไป
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิค A3
3.2 เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ B
เทคนิคแบบ B ใช้สำหรับเอาชนะความเครียดที่เกิดจากข้อบกพร่องของผู้อื่น หรือสถานการณ์ในชีวิตที่หลากหลาย รวมถึงเหตุการณ์สะเทือนใจหรือกระทบกระเทือนทางอารมณ์

เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ B1 : เทคนิคนี้ใช้เมื่อเรารู้สึกเครียดหรือไม่มีความสุขจากความผิดพลาดที่เกิดจากผู้อื่น และเป็นสถานการณ์ที่เราสามารถทำบางสิ่งเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของผู้อื่น หรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้นได้ โดยทั่วไป เทคนิคนี้เหมาะสำหรับข้อผิดพลาดที่เกิดจากเด็ก, ลูกหลาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อใช้เทคนิคนี้ เราจะสามารถแนะนำและชี้แนะแบบสงบเยือกเย็น เพื่อให้พวกเขาประพฤติหรือกระทำในทางที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ แม้เทคนิคนี้จะใช้ในกรณีที่ผู้อื่นเป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อความผิดพลาด แต่จุดโฟกัสยังคงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงภายในตัวเราเอง เพราะเทคนิคนี้ช่วยให้เรารักษาความสงบขณะตักเตือนหรือแก้ไขผู้อื่น เราจึงสามารถช่วยให้ลูกหรือผู้ใต้บังคับบัญชาปรับตัวได้ดีขึ้นอย่างมีเมตตาและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการชี้นำตนเองแบบ B1
เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ B2 : เทคนิคแบบ B2 ใช้เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของผู้อื่น หรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้นได้ ตัวอย่างเช่น เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใหญ่ในครอบครัว, หัวหน้างาน หรือผู้ที่ไม่เปิดใจรับคำแนะนำหรือการปรับปรุงตนเองได้เลย รวมถึงในกรณีของเหตุการณ์ร้ายแรงที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น ความยากจนอย่างรุนแรง, โรคภัยที่ทรมานหรือหายาก, อุบัติเหตุ, ภาวะทุพภิกขภัย เป็นต้น ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือรักษาทัศนคติแห่งปัญญาและมุมมองเชิงปรัชญา เพื่อคงความคิดเชิงบวกและความสงบภายในใจ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการชี้นำตนเองแบบ B2
3.3 เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ C
ยังมีเทคนิคการชี้นำตนเองประเภทอื่น ๆ อีกด้วย

C1 – เทคนิคการสวดหรือกล่าวถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ : เทคนิคนี้เรียกว่าเทคนิคการสวดภาวนา เป็นเทคนิคเชิงป้องกันที่ช่วยป้องกันไม่ให้ความคิดหรืออารมณ์ด้านลบเข้ามาในจิตใจของเรา ในจิตใจของเรามีรอยประทับของข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพอยู่มากมาย
รอยประทับเหล่านี้จะส่งแรงกระตุ้นไปยังจิตสำนึกตลอดทั้งวัน ในรูปแบบของความคิดหลากหลายที่วนเวียนไม่สิ้นสุด ผลคือพลังงานของจิตใจถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองกับความคิดเหล่านั้น เทคนิคการชี้นำตนเองแบบ C1 ช่วยให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการสวดพระนามของพระเจ้าแทน ซึ่งช่วยรักษาและอนุรักษ์พลังงานของจิตใจไม่ให้สูญเปล่าไปกับความคิดเชิงลบ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิค C1
C2 – เทคนิคการลงโทษตนเอง : หากเทคนิคอื่น ๆ ไม่ได้ผล สามารถใช้เทคนิคนี้เป็น ทางเลือกเสริมได้ โดยทั่วไป เราจะพยายามแก้ไขข้อบกพร่องของบุคลิกภาพด้วยเทคนิคการชี้นำตนเองแบบ A และ B ก่อน แต่ถ้าหลังจากใช้เทคนิคเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3–4 สัปดาห์แล้วยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในการกระทำหรือการตอบสนองที่ไม่ถูกต้อง จึงสามารถนำเทคนิค C2 หรือวิธีการลงโทษตนเอง (Punishment Method) มาใช้ได้
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิค C2
บันทึกจากบรรณาธิการ : แม้ว่าการชี้นำตนเอง จะสามารถจำแนกตามเทคนิคได้ดังที่อธิบายไป แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าเทคนิคเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง เราสามารถผสมผสานเทคนิคต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างข้อความชี้นำตนเองที่เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะได้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่ควรพิจารณาในการสร้างข้อความชี้นำตนเอง จะมีอธิบายเพิ่มเติมในบทความ Factors to Consider When Framing Autosuggestions (เร็ว ๆ นี้)
4. บทสรุป

ในชีวิตนี้ จิตใจและสติปัญญาคือสาเหตุหลักของปัญหาส่วนใหญ่ที่เราพบเจอ เพราะจาก อารมณ์และความคิดนั่นเองที่เราตัดสินใจเลือกบางสิ่งซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญ ดังนั้น หากเราต้องการหลุดพ้นจากปัญหาและชะตากรรมที่ต้องเจอในชีวิต เราจำเป็นต้องสำรวจและตระหนักรู้ถึงกระบวนการคิดที่ไม่ถูกต้องของตนเอง แล้วปรับแก้มันให้ถูกต้องด้วยการใช้เทคนิคการชี้นำตนเอง (Autosuggestions) การใช้ Autosuggestion หนึ่งชุดใช้เวลาเพียง 5–7 นาทีเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ของความพยายามเพียงเล็กน้อยนี้สามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างมหาศาลทั้งในบุคลิกภาพของคุณ, การปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตโดยรวมของคุณเอง เราขออธิษฐานให้บทความนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คุณเริ่มต้นฝึกการชี้นำตนเองอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้