ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณคืออะไร

ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณคืออะไร

เนื้อหา

1. ความหมายของประสบการณ์ และประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ

มูลนิธิวิจัยวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ (Spiritual Science Research Foundation – SSRF) ให้คำจำกัดความว่า สิ่งที่รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญา เรียกว่า “ประสบการณ์” ตัวอย่างเช่น การได้ลิ้มรสอาหารจานโปรด, ความรู้สึกรักต่อลูกของตน, การแก้ไขปัญหาที่ทำงานโดยใช้สติปัญญา เหล่านี้ล้วนจัดอยู่ในหมวดของ “ประสบการณ์” แต่สิ่งที่ถูกรับรู้ซึ่งอยู่เหนือการเข้าถึงของประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญา จะถือว่าเป็น “ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ” แม้ในบางครั้งเหตุการณ์นั้นอาจถูกรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส, จิตใจ หรือสติปัญญาได้ แต่หากสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังเกินกว่าที่ปัญญาหยาบของมนุษย์จะเข้าใจได้ ก็ยังคงถือว่าเป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเช่นกัน.

2. ความแตกต่างระหว่างประสบการณ์ทั่วไปกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ และวิธีที่เรารับรู้

ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ

มูลนิธิวิจัยวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ (SSRF) ให้คำนิยามคำว่า “โลกละเอียด” หรือ “มิติทางจิตวิญญาณ” ว่าเป็นโลกที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญาโลกละเอียดหมายถึงโลกที่มองไม่เห็น เช่น โลกของเทวดา, ดวงวิญญาณ, สวรรค์ เป็นต้น ซึ่งสามารถรับรู้ได้เพียงผ่านประสาทสัมผัสที่หก (sixth sense) เท่านั้น.

เรารับรู้โลกทางวัตถุ (โลกหยาบ) ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญาเช่นเดียวกับที่เราคุ้นเคยกับประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญาในระดับหยาบ เราก็ยังมีประสาทสัมผัสละเอียดทั้งห้า, จิตละเอียด และสติปัญญาละเอียดด้วย ซึ่งเมื่อได้รับการพัฒนาและถูกกระตุ้น จะช่วยให้เราสามารถรับรู้มิติที่ละเอียดหรือโลกพลังงานละเอียดได้ การรับรู้โลกละเอียดนี้ เรียกว่า “ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ”.

ในภาพแรกด้านบน เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งดมช่อกุหลาบ และรับรู้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบนี่ถือเป็นประสบการณ์ เพราะกลิ่นหอมนี้มีแหล่งที่มาชัดเจน คือช่อดอกกุหลาบ ส่วนในภาพที่สอง เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจิบกาแฟยามเช้าและครุ่นคิดถึงการเริ่มต้นวันทำงาน จู่ ๆ โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน เธอกลับได้กลิ่นหอมแรงของไม้จันทน์หอม ตอนแรกเธอก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะมองไม่เห็นว่าแหล่งกลิ่นมาจากที่ไหน แล้วก็จิบกาแฟต่อไป แต่กลิ่นหอมนี้กลับติดตามเธอไปจนถึงที่ทำงาน และคงอยู่ไป ตลอดทั้งเช้า เธอจึงถามคนรอบข้างว่ารู้สึกได้กลิ่นนี้ไหม แต่ไม่มีใครได้กลิ่นเลย กรณีนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ เพราะเธอได้กลิ่นที่มาจากมิติพลังงานละเอียด (subtle dimension) และรับรู้กลิ่นนั้นผ่านประสาทสัมผัสละเอียดด้านการดมกลิ่นของเธอเอง

หลาย ๆ คนอาจเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน เช่น ได้กลิ่นหอมขึ้นมาโดยไม่ทราบแหล่งที่มา แต่กลับมองข้ามไปเพราะไม่รู้ความหมายที่แท้จริง ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ยังสามารถรับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสละเอียดอีกสี่ประการ คือ รส, สัมผัส, เสียง และการมองเห็น รวมทั้งจิตละเอียดและสติปัญญาละเอียดด้วย การรับรู้ที่มากกว่าสิ่งที่ประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญาระดับหยาบสามารถรับรู้ได้ เรียกว่าประสาทสัมผัสที่หก (Sixth Sense) ดังที่กล่าวไปแล้วว่า แม้บางครั้งเราจะสามารถรับรู้เหตุการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า, จิตใจ และสติปัญญาได้ แต่ถ้าสาเหตุเบื้องหลังเกินกว่าที่ปัญญาหยาบของมนุษย์จะเข้าใจได้ ก็ยังถือว่าเป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเช่นกัน.

  • ตัวอย่างเช่น วัตถุชิ้นหนึ่งเคลื่อนที่ไปเองโดยไม่มีสาเหตุภายนอกใด ๆ ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (ไม่ใช่การมองเห็นแบบละเอียด) ในภาษาทั่วไป ประสบการณ์เช่นนี้มักถูกเรียกว่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ (paranormal) ซึ่งที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เรียกว่า “การรับรู้จากมิติละเอียด”.
  • อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ มารดาคนหนึ่งซึ่งลูกของเธอนอนอยู่ในห้อง ICU อาการโคม่าอย่างวิกฤติหลังจากอุบัติเหตุร้ายแรง แพทย์ได้พยายามทุกวิถีทางแล้ว แต่เด็กไม่ตอบสนองใด ๆ และไม่มีความหวังใด ๆ ให้ครอบครัว ในยามที่สิ้นหนทาง แม่ได้สวดอ้อนวอนพระเจ้าด้วยความสิ้นหวังและต่อเนื่องไม่หยุดเพื่อให้ลูกฟื้นขึ้นมา แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น โดยไม่มีคำอธิบายทางการแพทย์ใด ๆ วันรุ่งขึ้น อาการของเด็กกลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเวลาผ่านไป เด็กก็ค่อย ๆ ฟื้นตัว จนพ้นขีดอันตราย ในกรณีนี้ ทั้งสภาพของเด็กและคำอธิษฐานของแม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหยาบ (โลกวัตถุ) แต่สาเหตุที่แท้จริงซึ่งทำให้เกิดการฟื้นตัวอย่างเหลือเชื่อ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสติปัญญาหยาบ ประสบการณ์เช่นนี้จึงจัดอยู่ในประเภท ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเช่นกัน.

 

3. ประสาทสัมผัสที่หกคืออะไร และเรารับรู้โลกที่มองไม่เห็นได้อย่างไร?

เราแนะนำให้คุณอ้างอิงบทความเกี่ยวกับประสาทสัมผัสที่หกเพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกว่าเรารับรู้ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณและโลกละเอียด ซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลกว่าโลกที่เรารู้จัก ได้อย่างไร

4. ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสละเอียดทั้งห้า และธาตุบริสุทธิ์ทั้งห้า

โลกนี้ประกอบขึ้นจากมหาธาตุทั้งห้า (Panchamahābhūtās) มหาธาตุเหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เป็นส่วนประกอบของสรรพสิ่งทั้งมวล เมื่อเราก้าวหน้าในเส้นทางปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ประสาทสัมผัสที่หกของเราจะค่อย ๆ ถูกกระตุ้นให้ทำงาน และเราจะเริ่มมีประสบการณ์เกี่ยวกับมหาธาตุเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จากหยาบที่สุดไปหาละเอียดที่สุด ดังนั้น เราจึงสามารถรับรู้มหาธาตุเหล่านี้ตามลำดับคือ ปฐวีธาตุ (Pruthvī – the Absolute Earth), อาโปธาตุ (Āpa – น้ำ), เตโชธาตุ (Tēj – ไฟ), วาโยธาตุ (Vāyu – ลม), อากาศธาตุ (Ākāsh – Ether element) : รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสละเอียดด้านกลิ่น, รส, การมองเห็น, การสัมผัส และเสียง ตามลำดับ.

ตารางต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ เชิงบวก และเชิงลบ ที่เราอาจรับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสที่หก กล่าวคือ ผ่านประสาทสัมผัสละเอียดทั้งห้า.

ประสาทสัมผัสที่หก – อวัยวะรับรู้ละเอียด มหาธาตุ (Absolute Cosmic Element) ที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้อง
ประสบการณ์เชิงบวก ประสบการณ์เชิงลบ
กลิ่น ปฐวีธาตุ (Absolute Earth Element) plus ได้กลิ่นไม้จันทน์หอม โดยไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน
minus ได้กลิ่นปัสสาวะรอบ ๆ บ้าน ทั้งที่ไม่มีสาเหตุ
รส อาโปธาตุ (Absolute Water Element) plus รู้สึกรสหวานในปาก โดยที่ไม่ได้กินอะไรเข้าไปเลย
minus รู้สึกมีรสขมในปาก
การมองเห็น เตโชธาตุ (Absolute Fire Element) plus เห็นนิมิตเทพหรือเห็นรัศมีพลังงาน (ออร่า)
minus มองเห็นวิญญาณหรือผี
การสัมผัส วาโยธาตุ (Absolute Air Element) plus รู้สึกเหมือนมีมือวางบนศีรษะ ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ใกล้เลย
minus Bถูกพลังงานร้าย (เช่น ผี, ปีศาจ, พลังงานลบ ฯลฯ) ทำร้ายในตอนกลางคืน
เสียง อากาศธาตุ (Absolute Ether Element) plus ได้ยินเสียงระฆังหรือเสียงเป่าสังข์ ทั้งที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่
minus ได้ยินเสียงประหลาดคุกคามรอบ ๆ ตัว ทั้งที่ไม่มีใครอยู่เลย

เมื่อบุคคลรับรู้บางสิ่งผ่านประสาทสัมผัสละเอียด เช่น การได้กลิ่น แหล่งที่มาของสิ่งนั้นอาจมาจากพลังงานด้านบวก เช่น เทพ หรือมาจากพลังงานด้านลบ เช่น วิญญาณหรือผี.

5. ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณและระดับจิตวิญญาณ

สัดส่วนระหว่างโลกที่เรารู้จัก (โลกหยาบ) เมื่อเทียบกับโลกละเอียดหรือมิติละเอียด คือ 1 ต่ออนันต์ (infinity).

เมื่อระดับจิตวิญญาณของเราเพิ่มสูงขึ้น เราจะสามารถมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณในระดับที่สูงขึ้นและละเอียดขึ้นได้.

ตารางด้านล่างแสดงระดับจิตวิญญาณขั้นต่ำที่จำเป็นสำหรับการมีประสบการณ์ในประสาทสัมผัสละเอียดแต่ละประสาท หากมองว่าประสาทสัมผัสที่หกขึ้นอยู่กับระดับจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น บุคคลจะสามารถมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณผ่านประสาทสัมผัสละเอียดด้านกลิ่น ได้เมื่อมีระดับจิตวิญญาณที่ 40% ขึ้นไป.

ระดับจิตวิญญาณขั้นต่ำที่จำเป็นสำหรับการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสละเอียดทั้ง 5

แม้ว่าแผนภูมิแท่งนี้จะใช้เป็นแนวทางในการอธิบายความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างระดับจิตวิญญาณ กับประเภทของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านประสาทสัมผัสละเอียดต่าง ๆ แต่มีข้อสำคัญที่ควรทราบดังนี้:

  • เมื่อมีผู้ใดได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเกี่ยวกับกลิ่นละเอียด นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องมีระดับจิตวิญญาณถึง 40% เสมอไป ในหลายกรณี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การยกระดับทางจิตวิญญาณแบบชั่วขณะ หรือความสามารถที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว เช่น จากการปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างเข้มข้น เช่น การสวดพระนามพระเจ้า, การอยู่ใกล้ชิดนักบุญ ฯลฯ.
  • อาจมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดประสบการณ์นี้ขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น หากวิญญาณ (เช่น ผี, ปีศาจ, พลังงานลบ เป็นต้น) ต้องการให้คนได้กลิ่นปัสสาวะรอบ ๆ บ้านเพื่อทำให้ตกใจ มันสามารถใช้พลังงานทางจิตวิญญาณของมันทำให้เกิดขึ้นได้ โดยที่ไม่ได้ทำให้ระดับจิตวิญญาณของบุคคลนั้นสูงขึ้นแต่อย่างใด.
  • นอกจากนี้ ยังไม่ได้หมายความว่าคนที่มีระดับจิตวิญญาณ 40% จะต้องสามารถรับรู้กลิ่นละเอียดได้เสมอไป ระดับจิตวิญญาณของบุคคลเป็นผลรวมจากหลายคุณลักษณะร่วมกัน ซึ่งประสาทสัมผัสที่หกเป็นเพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้น (ดูเพิ่มเติมในบทความเรื่องระดับจิตวิญญาณ).
  • และก็ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านี้จะสามารถรับรู้กลิ่นละเอียดได้ครบ 100% ทุกประเภทที่มีอยู่ หรือสามารถรับรู้ได้ทุกเวลา.
  • นอกจากนี้ ยังไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่มีระดับจิตวิญญาณ 40% ขึ้นไปจะต้องสามารถรับรู้กลิ่นละเอียดได้เสมอไป บางคนอาจบรรลุความเป็นนักบุญ (คือมีระดับจิตวิญญาณ 70%) โดยที่ตลอดชีวิตไม่เคยมีประสบการณ์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสละเอียดทั้งห้าเลย หนึ่งในเหตุผลที่ไม่ได้รับประสบการณ์เช่นนี้อาจเป็นเพราะบุคคลนั้นเคยมีประสบการณ์เหล่านี้มาแล้วในชาติก่อน จึงไม่จำเป็นต้องได้รับอีกในชาตินี้อย่างไรก็ตาม นักบุญทุกท่านจะมีประสาทสัมผัสที่หกในระดับที่เกี่ยวข้องกับจิตละเอียดและสติปัญญาละเอียด.

จากกราฟจะเห็นได้ว่าประสาทสัมผัสละเอียดด้านการสัมผัส และการได้ยิน จะรับรู้ได้ในระดับจิตวิญญาณที่สูงกว่า เหตุผลก็คือประสาทสัมผัสทั้งสองนี้มีความละเอียดกว่าประสาทสัมผัสละเอียดอื่น ๆ

6. ความสำคัญของประสบการณ์ทางจิตวิญญาณคืออะไร?

ประเด็นต่อไปนี้สรุปถึงความสำคัญและประโยชน์หลักของประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ:

6.1 การสร้างความเชื่อและศรัทธาต่อความรู้เชิงทฤษฎีของวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ

อ้างอิงจากคำกล่าวที่อยู่ด้านบนของหน้านี้ ความรู้ทางสติปัญญาหรือความรู้เชิงทฤษฎีที่อยู่ในรูปของคำพูดนั้นมีความสำคัญเพียง 2% ขณะที่ 98% ของความสำคัญอยู่ที่การได้สัมผัสประสบการณ์จากคำสอนเหล่านั้นจริง ๆ เมื่อบุคคลทำการปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เหมาะสมและเป็นไปตามหลักพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ บุคคลนั้นจะเกิดความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณและได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ การปฏิบัติทางจิตวิญญาณนี้ทำหน้าที่เชื่อมช่องว่างระหว่างความรู้เชิงทฤษฎีที่ได้จากการอ่านหนังสือ กับการได้สัมผัสประสบการณ์ทางจิตวิญญาณจริง ๆ.

ข้อมูลเชิงทฤษฎี (ความรู้ทางสติปัญญา) จะช่วยเฉพาะผู้ที่สนใจในวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ ให้เริ่มเกิดความเชื่อเท่านั้น แม้จะเป็นขั้นตอนที่จำเป็นในลำดับขั้นของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ แต่เมื่อบุคคลได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณแล้ว ความศรัทธาในความรู้เชิงทฤษฎีจะเกิดขึ้นตามมา.

โปรดดูบทความเรื่องลำดับขั้นของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ.

ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีการแลกเปลี่ยนเรื่องประสบการณ์ทางจิตวิญญาณกันในงานพบปะทางจิตวิญญาณ (สัทสังฆ์ – satsang) ผู้แสวงหาที่เข้าร่วมงานจะตระหนักได้ว่าสิ่งที่ถ่ายทอดในรูปของความรู้ทางจิตวิญญาณนั้น ไม่ใช่เพียงข้อมูล แต่สามารถสัมผัสได้จริง.

6.2 การตระหนักรู้ถึงความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ

ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเป็นสิ่งยืนยันว่าเราในฐานะผู้แสวงหาพระเจ้า ได้เลือกแนวทางการปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เหมาะสม และกำลังได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ อันเป็นผลจากความก้าวหน้าของเรา ประสบการณ์เหล่านี้ทำหน้าที่เสมือน หลักไมล์ และเป็นแรงกระตุ้นให้เราก้าวต่อไปบนเส้นทางจิตวิญญาณ สมมุติว่าหากเราหยุดการปฏิบัติทางจิตวิญญาณไป เราอาจจะไม่พบประสบการณ์เหล่านี้อีกต่อไป หรือถ้าเราหยุดนิ่ง ไม่พัฒนาวิธีการปฏิบัติของเรา (คือทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ปีแล้วปีเล่า โดยไม่เพิ่มทั้งเชิงคุณภาพหรือปริมาณ) เราก็จะไม่ได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่สูงขึ้น สิ่งนี้ถือเป็นวิธีของพระเจ้าที่กำลังบอกเราว่า เราจำเป็นต้องเพิ่มพูนการปฏิบัติทางจิตวิญญาณให้มากขึ้นกว่าเดิม.

โปรดดูบทความ การปฏิบัติทางจิตวิญญาณควรทำเป็นกิจวัตรประจำวัน และการเพิ่มระดับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ.

หมายเหตุ: หากทำการปฏิบัติทางจิตวิญญาณตามแนวทางใดแนวทางหนึ่งแล้ว ไม่ได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเลยเป็นเวลา 3 ปี ควรปรึกษาผู้ที่มีความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณสูงกว่า เช่น นักบุญ เพื่อให้ท่านช่วยแนะนำว่าเส้นทางที่เราเลือกนั้นถูกต้องหรือไม่หากไม่สามารถเข้าถึงนักบุญได้ โปรดอ่านบทความการสวดพระนามพระเจ้าตามศาสนาที่เราเกิด ซึ่งแนะนำให้เป็นก้าวแรกของการเดินทางบนเส้นทางจิตวิญญาณ.

6.3 การลดอัตตาด้วยการตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

ในช่วงเริ่มต้นของเส้นทางจิตวิญญาณ หากเราได้ฟังเพื่อนผู้แสวงหาคนอื่น ๆ เล่าถึงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของพวกเขา จะพบว่าประสบการณ์เหล่านั้นมีความหลากหลายและลึกซึ้งอย่างน่าทึ่ง สิ่งนี้ทำให้เราเริ่มตระหนักว่า ตัวเรานั้นเล็กน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับพระเจ้า ผู้ประทานประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์แก่แต่ละคนเพื่อสร้างศรัทธา ผลลัพธ์ก็คือ อัตตาของเราที่เคยยึดติดในความสามารถของตัวเองจะค่อย ๆ ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับพระปรีชาญาณของพระเจ้า การลดอัตตานั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญขั้นพื้นฐานสำหรับการเติบโตทางจิตวิญญาณ.

7. ความสำคัญของการบันทึกประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ?

  • การบันทึกและเผยแพร่ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณทำให้ผู้แสวงหาพระเจ้าคนอื่น ๆ ได้รู้ถึงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ สิ่งนี้ทำให้ผู้แสวงหามีกำลังใจและความกระตือรือร้นมากขึ้นในการปฏิบัติ.
  • การบันทึกประสบการณ์ช่วยตอกย้ำความสำคัญของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณทั้งต่อจิตใจและสติปัญญา และทำให้เรามีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะปฏิบัติต่อไป
  • หากเราได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่แปลกใหม่ อาจเกิดความสงสัยว่ามันเป็นของจริงหรือไม่ แต่ถ้าเราทราบว่ามีคนอื่นที่เคยได้ประสบการณ์คล้ายกันมาก่อน สิ่งนี้จะก่อให้เกิดความศรัทธา เราจะเชื่อมั่นว่ามีหลักวิทยาศาสตร์บางอย่างอยู่เบื้องหลัง และสิ่งนี้เองจะกระตุ้นให้เราศึกษาวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณมากขึ้น.
  • นอกจากนี้ เรายังสามารถพัฒนาการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ของตัวเองได้ จากการศึกษาอย่างละเอียดว่าผู้แสวงหาคนนั้นทำอะไรจึงได้รับประสบการณ์เช่นนั้น.

8. ข้อจำกัดของประสบการณ์ทางจิตวิญญาณในการเสริมการปฏิบัติทางจิตวิญญาณคืออะไร?

เมื่อกล่าวทุกสิ่งแล้ว ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยส่งเสริมหรือเพิ่มพูนการปฏิบัติทางจิตวิญญาณเสมอไป แม้ผู้คนจะได้ประจักษ์ต่อปาฏิหาริย์ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเริ่มต้นปฏิบัติทางจิตวิญญาณ มีผู้คนประมาณ 30% ที่แม้จะเคยมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณแล้ว ก็ยังหยุดการปฏิบัติหรือหยุดนิ่งอยู่ในระดับจิตวิญญาณเดิม การที่จะปฏิบัติทางจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่องได้นั้น ต้องเกิดจากความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า “เราต้องพัฒนาทางจิตวิญญาณให้ได้ในชาตินี้” ซึ่งประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นนี้ได้ เพื่อให้ทัศนคติแบบนี้เกิดขึ้น เราจำเป็นต้องศึกษาวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณเพื่อให้เกิดโครงสร้างและแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติที่ยั่งยืน และการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณใด ๆ ก็ตาม จำเป็นต้องทำด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่ถูกครอบงำด้วยอคติหรือความเชื่อเดิม.

9. เหตุผลที่บางครั้งเราไม่ได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณแม้จะปฏิบัติอยู่?

สาเหตุมีดังต่อไปนี้:

  • ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเป็นตัวบ่งชี้ถึงความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณของเราอย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ อาจยังไม่เกิดขึ้นทันทีที่เราเริ่มปฏิบัติทางจิตวิญญาณ สาเหตุคือ ในระยะแรก การปฏิบัติของเราอาจถูกใช้ไปเพื่อลดความรุนแรงของกรรมลบ (กรรมหนัก) หรือบัญชีกรรมที่สั่งสมไว้ (สัญจิต – sanchit) มากกว่าที่จะถูกใช้เพื่อความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์ก็คือ ในช่วงแรก ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณจึงยังไม่เกิดขึ้น และเราจึงยังไม่ได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตาม หากทำการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เราจะสามารถก้าวผ่านช่วงเริ่มต้นนี้ไปได้.

ในที่นี้ คำว่ากรรมลบ หมายถึง กรรมที่ทำให้เราต้องเผชิญกับความทุกข์ ตัวอย่างของกรรมลบที่รุนแรง เช่น การประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ดังนั้น เมื่อบุคคลเริ่มปฏิบัติทางจิตวิญญาณ การปฏิบัติในช่วงแรก อาจถูกใช้เพื่อลดความรุนแรงของกรรมเฉพาะอย่าง เช่น การประสบอุบัติเหตุ ตัวอย่างเช่น ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ผู้แสวงหาอาจได้รับลางสังหรณ์ให้ชะลอความเร็วหรือเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุลดลง และอาจรอดพ้นด้วยบาดเจ็บเล็กน้อยหรือไม่บาดเจ็บเลย เพื่อสร้างศรัทธาในพระเจ้า หรือในช่วงที่ศรัทธาของเราเริ่มสั่นคลอน พระเจ้าจะประทานประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเพื่อเสริมความมั่นคงให้เรา แต่หากศรัทธาของเรามั่นคงอยู่แล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณก็ได้ โปรดดูบทความ ลำดับขั้นการเติบโตทางจิตวิญญาณ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ทางจิตวิญญาณช่วยเสริมสร้างศรัทธาได้อย่างไร.

10. ตัวอย่างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ

10.1 ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเกี่ยวกับกลิ่นละเอียด (เกี่ยวข้องกับธาตุดิน Absolute Earth Element)

spiritual experience of foul smell อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของชิลปา ที่ได้กลิ่นเหม็นรุนแรงก่อนเข้าร่วมการพบปะทางจิตวิญญาณ
spiritual experience of a bad fish smell อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของมณิษา ที่ได้กลิ่นปลาเน่าเหม็น
spiritual experience of a fragrance from Holy ash อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของวัมสิ ที่ได้กลิ่นหอมของเถ้าศักดิ์สิทธิ์ (วิภูติ – Vibhūti) ขณะทำการรับใช้พระเจ้า (สัตเซวา – satsēvā)
spiritual experience of fragrance from a sweet (candy) wrapper that had been touched by H.H. Dr. Athavale อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของฌอน ที่ได้กลิ่นหอมจากกระดาษห่อขนมซึ่งเคยถูกสัมผัสโดย ดร.อถวาเล (His Holiness Dr. Athavale)
spiritual experience of a subtle fragrance emanating from a spiritual centre of SSRF อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของชิลปา ที่ได้กลิ่นหอมละเอียดลอยมาจากศูนย์จิตวิญญาณของ SSRF ซึ่งอยู่ห่างออกไป 11 กิโลเมตร

10.2 ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเกี่ยวกับรสละเอียด (เกี่ยวข้องกับธาตุน้ำ – Absolute Water Element)

spiritual experience of unexplained bitter taste
ค้นหาวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของโยคิตา ที่พบกับรสขมอย่างไม่มีสาเหตุในขวดน้ำดื่มของเธอ
spiritual experience of a weird taste of blood in the mouth ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของโยเกช ที่เกิดรสประหลาดคล้ายเลือดในปาก อันมีสาเหตุมาจากการถูกรบกวนโดยนักเวทย์ในมิติพลังงานละเอียด (มันตริก – māntrik)
spiritual experience of subtle fragrance and taste of sandalwood อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของมายา ที่ได้รับกลิ่นและรสละเอียดของไม้จันทน์หอม ขณะอ่านบทความที่เผยแพร่โดย SSRF
spiritual experience of subtle taste of sweetness อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของเทเรส ที่ได้รับรสละเอียดของความหวานขณะเดินอยู่บนถนน